LNCrawler

กระต่ายน้อยคิดหนี

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

กระต่ายน้อยคิดหนี

 

ครบหนึ่งสัปดาห์ที่ซูเสี่ยวถางและลู่เจินเจินเข้ามาในเมือง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าทั้งสองคนจะถูกพาตัวกลับไปยังค่าย มีแต่จะมีแววว่าต้องอยู่ที่นี่ไปสักระยะ ดูจากเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ถูกคนงานเอามาส่ง

“เดี๋ยวก่อนค่ะ”

“ครับ” ผู้ช่วยวัยกลางคนขานรับ

“เลขาธิการหลิวได้บอกหรือเปล่าว่าจะให้พวกเรากลับหมู่บ้านได้วันไหน คือนี่ก็หลายวันแล้วฉันกลัวจะถูกหักแต้มค่าแรง”

เสี่ยวถางเรียกผู้ช่วยเอาไว้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขังอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ โดยมีความสบายเป็นตัวล่อ และดูเหมือนว่าจะมีคนติดกับดักความสบายนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เจี๋ย ได้ยินว่างานของท่านเลขาธิการหลิวเยอะมาก ออกนอกพื้นที่ตั้งแต่เช้าแล้วก็กลับดึก เราอย่าเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปทำให้ท่านไม่สบายใจเลยนะ ท่านอยากให้เรากลับเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ” เจินเจินดึงชายเสื้อพี่สาวเอาไว้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากให้ทางนั้นเข้าใจผิดคิดว่าพวกเธออยากกลับ ใครจะอยากไปทำงานให้ถูกหิมะกัดกันล่ะ

ผู้ช่วยวัยกลางคนเห็นด้วยความคำพูดของเจินเจิน พร้อมทั้งคิดในใจว่า หากซูเสี่ยวถางมีความคิดแบบนี้ก็คงดี นายน้อยของเขาจะได้ไม่เปลืองแรงคิดหาวิธีพาหล่อนมาอยู่ที่บ้าน เป็นห่วงแทบตายแต่ปากไม่ตรงกับใจ

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าซูเสี่ยวถางมีอะไรดีถึงทำให้คนที่เย็นชาไร้หัวใจอย่างหลิวเจี้ยนกั๋วสนใจ นอกจากความสวยแล้วเขาก็มองไม่เห็นอะไรในตัวของหญิงสาวคนนี้เลย อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงที่หมั้นหมายแล้วต่างหาก คุณชายของเขาเสียทั้งขึ้นทั้งร่องเลยก็ว่าได้

“เรื่องนี้นายท่านยังไม่มีคำสั่งลงมาครับ” เขาตอบอย่างนอบน้อม

“ถ้างั้นฉันฝากคุณผู้ช่วยไปบอกได้หรือเปล่า ว่าฉันหายดีแล้วและอยากกลับหมู่บ้านบนเขา เขาไม่ว่างไปส่งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเราหาทางกลับกันเองได้”

“ครับ เอาไว้ผมจะบอกให้” พูดจบผู้ช่วยก็เดินจากไป

ไม่รู้ว่าเสี่ยวถางคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอกลับรู้สึกว่าเขาแค่รับปากไปอย่างนั้น คำพูดที่ฝากไปจะถึงหูของหลิวเจี้ยนกั๋วหรือเปล่าก็ยังไม่แน่

 

ผ่านไปอีกสามวันกับการที่ต้องทนอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่สบายก็จริง แต่ใช่ว่าจะเดินเพ่นพ่านไปทั่วได้ อีกทั้งทั้งสองยังถูกบริเวณให้อยู่แต่ภายในเรือนหลังเล็ก มีประตูไม้สีแดงปิดตายอยู่

“หลังจากวันนั้นผู้ช่วยกู่มาที่นี่หรือเปล่า” เสี่ยวถางถามเจินเจินที่นั่งกินผิงกั่วอย่างสบายอารมณ์

“หึ ไม่เห็นเลย แต่มีแม่บ้านมาบอกว่าท่านเลขาธิการจะออกไปนอกเมือง ยังไม่มีกำหนดกลับ”

“ไม่มีกำหนดกลับ แล้วแบบนี้พวกเราจะได้กลับเมื่อไหร่ ฉันว่ามันชักจะแปลกๆ” เสี่ยวถางกัดเล็บอย่างใช้ความคิด

คนอื่นอาจจะมองว่าสบาย กินๆ นอนๆ แต่สำหรับเธอที่ถูกขังมาแล้วครั้งหนึ่งกลับรู้สึกร้อนรน แค่คิดว่าตัวเองถูกขังก็เหมือนจะหายใจไม่ออกแล้ว

“เจี๋ย อยู่เฉยๆ เถอะน่า อยู่ที่นี่ก็ดีออก มีข้าวให้กินครบสามมื้อ มีเสื้อผ้าสวยๆ ให้ใส่ แล้วก็อุ่นด้วย”

“เจินเจิน เธอไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ ทำไมเขาจะต้องทำดีกับเราทั้งที่เจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง ถ้าจะบอกว่าชดเชยให้ฉันก็อย่าลืมว่าฉันได้อยู่บ้านพักสวัสดิการไปแล้ว เมิ่งหลิวก็ถูกจับไปแล้ว แค่นั้นเรื่องก็น่าจะจบไปแล้วไม่ใช่เหรอ” เสี่ยวถางพูดอย่างใช้ความคิด

“เจี๋ยกำลังจะบอกว่า พวกเราถูกหลอกงั้นเหรอ”

“ถ้าพูดในแง่ดีเขาก็อาจจะหวังดีจริงๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ อีกอย่างเราก็บอกผู้ช่วยกู่ไปหลายวันแล้วว่าแผลหายดีอยากกลับค่าย แต่เขากลับให้คนมาบอกว่าไปนอกเมือง เธอไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ”

เจินเจินทำท่าคิดแล้วก็พยักหน้าคล้อยตาม “ก็แปลก เจี๋ยฉันเกือบจะถูกติดสินบนความสบายเข้าครอบงำแล้วนะ” หญิงสาวทำหน้าตกใจ

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้คิดได้แล้วก็มาช่วยกันหาทางออกไปจากที่นี่เถอะ”

เสี่ยวถางรู้สึกใจคอไม่ดี เธอไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่ลมหายใจเดียว หญิงสาวรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ชุดเดิมของตัวเอง นั่งรอไม่นานลู่เจินเจินก็ออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่

“ขนอะไรไปเยอะแยะ ห้ามขโมยของเด็ดขาดนะ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันถามด้วยความสงสัย

“เจี๋ย เห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย ไม่มีอะไรหรอกน่า มีแค่ของที่เอามาจากค่ายทั้งนั้นแหละ จะดูไหมล่ะ” เจินเจินกลั้นหายใจ ยื่นกระเป๋าให้อีกฝ่ายตรวจ

“ช่างเถอะ รีบไปกันดีกว่า” เสี่ยวถางไม่ใส่ใจ ในหัวตอนนี้คือต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน

ลู่เจินเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะในกระเป๋าของเธอตอนนี้นอกจากของที่เตรียมมาแล้วยังมีเสื้อผ้าที่ผู้ช่วยกู่เอามาให้ แล้วก็ของกินนิดๆ หน่อยๆ ติดตัวไประหว่างเดินทาง คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้แตะต้องของสำคัญสักชิ้น

 

อีกฝั่งหนึ่งของคฤหาสน์ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทตะวันตก กำลังยืนสูบไปป์ตัวใหญ่อย่างสบายอารมณ์ ไม่นานก็ผู้ช่วยก็เข้ามาแจ้ง ว่ากระต่ายน้อยกำลังจะออกจากกรง

“หึ เหยื่อติดกับแล้วสินะ”

“จะให้ทำยังไงต่อครับ”

“อยู่แต่ในเรือนหลังเล็กมาหลายวัน ปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นที่สนามยืดเส้นยืดสายบ้างก็ดี แต่รู้ใช่ไหมว่าจะเข้าใกล้ประตูรั้วไม่ได้” เขากำชับเสียงเข้ม ยังคงยืนหันหลังไม่สนใจลูกน้องที่กลัวจนเหงื่อท่วม

“ครับ”

“ไปเถอะ ฉันจะยืนดูกระต่ายจากมุมนี้แหละ”

มุมปากหยักยกยิ้มเมื่อมองไปยังพื้นสนามสีเขียวข้างล่าง ซึ่งตอนนี้มีผู้หญิงสองคนกำลังเดินย่องด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ

ทว่าสายตาของเขากลับมองเพียงร่างบางที่สวมชุดเก่าๆ กำลังเดินหันซ้ายหันขวาด้วยความระมัดระวัง เขาน่าจะโยนชุดเน่าๆ นั่นทิ้งไปสะ เธอเหมาะที่จะใส่ชุดผ้าไหมราคาแพงเพื่อไม่ให้ระคายผิวมากกว่าใส่ชุดผ้าฝ้ายหยาบๆ

 

ทางด้านเสี่ยวถางตอนนี้เริ่มเครียดหนัก เนื่องจากบ้านพักนี้มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและซับซ้อน ถ้าสามารถเดินออกไปเลยตรงๆ ก็ยังต้องเดินมากกว่าสิบนาทีถึงจะถึงประตูรั้วใหญ่ แต่พวกเธอกลับต้องลัดเลาะและหลบผู้คน ทำให้ใช้เวลานาน

“เจี๋ย นี่เราเดินมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ยังไม่ถึงทางออกอีกเหรอ” เจินเจินถามเสียงหอบ

บนตัวเสี่ยวถางมีเพียงกระเป๋าผ้าใส่ยา แต่เจินเจินไม่ใช่ เพราะในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ใส่ของเอาไว้มากมาย ไม่แปลกถ้าหล่อนจะดูเหนื่อยกว่า

“ใกล้แล้ว เราจะออกประตูด้านหลัง”

“ทำไมไม่ออกประตูหน้า ฉันว่าพวกเราเดินออกไปตรงๆ เลยก็ได้นะ เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” พอร่างกายเหนื่อยแล้วก็ไม่ค่อยสนใจอะไรสักเท่าไหร่

“แน่ใจเหรอว่าไม่ได้เอาอะไรมา ก็เธอเอาในกระเป๋าทิ้งไว้ที่นี่ก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะออกทางประตูหน้าได้” เสี่ยวถางพูดขึ้นอย่างรู้ทัน

“เจี๋ย” พอถูกจับได้ก็ทำหน้าตกใจ “ฉันสาบานว่าไม่ได้เอาของมีค่าอะไรมาเลย มีแค่เสื้อผ้าที่พวกเขาให้มา ก็แหม..ถ้าเราไม่เอามาพวกเขาก็ต้องทิ้งอยู่ดี ไม่มีใครใช้ต่อหรอกจริงไหม”

“ใช้หรือไม่ใช้ไม่ใช่หน้าที่เธอที่จะมาตัดสิน” เสียงเข้มดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ “ค้น”

ข้างกายเขามีลูกน้องตัวใหญ่อีกสองคน พอเจ้านายสั่งก็ไม่รอช้า เข้ามาประชิดตัวเจินเจินแล้วแย่งกระเป๋าเป้ของเธอไป

“จะทำอะไร หยุดนะ” เจินเจินโวยวาย

เสี่ยวถางตอนนี้ยืนมองอีกฝ่ายนิ่งๆ แล้วพูดขึ้นว่า “คิดไม่ผิดจริงๆ สินะว่าคุณตั้งใจขังพวกเราไว้ที่นี่”

“จุ๊ๆ พูดดีๆ นะซูเสี่ยวถาง ที่นี่ไม่ใช้คุกจะขังคนสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง อีกอย่างที่นี่ก็ดีกว่าห้องใต้ดินที่นั่นเยอะ หรือเธอว่าไม่จริง”

“หลิวเจี้ยนกั๋ว นายมันโรคจิต” เสี่ยวถางตะโกนใส่หน้าเขาอย่างเหลืออด

“หึ เธอรู้เหรอว่าโรคจิตหน้าตาเป็นยังไง”

“นายครับ” ลูกน้องพูดแทรกพร้อมกับของในกระเป๋าที่ถูกค้น

“ไอหยา…เห็นทีว่าจะไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าแล้วสิ” เขาก้มหยิบของกลางขึ้นมาดู แม้แต่เสี่ยวถางเองก็ยังตกใจ หันไปมองเจินเจินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด