เจรจา
เจรจา
วันรุ่งขึ้นโจวเฉวียนมาแจ้งเรื่องที่จะพาเสี่ยวถางกลับด้วยตัวเอง แม้ว่าเธอจะไม่ได้ไปอยู่บ้านที่เซี่ยงไฮ้ แต่ก็ยังดีกว่าที่ให้อยู่ใกล้คนอันตรายอย่างหลิวเจี้ยนกั๋ว
“ฉันต้องคิดถึงเจี๋ยมากแน่ๆ” เจินเจินพูดเสียงสั่นเครือ แต่ก็ดีใจที่ซูเสี่ยวถางจะได้กลับบ้าน
“ขอโทษนะที่ฉันทำอย่างที่รับปากเอาไว้ไม่ได้”
การกลับบ้านในครั้งนี้เธอไม่รู้สึกผิดต่อใครเลยนอกจากลู่เจินเจิน ทั้งที่เคยสัญญาเอาไว้แล้วว่าจะทำให้หล่อนมั่นคงกว่านี้ก่อน ไม่คิดว่าการที่เธอกลับไปครั้งนี้จะทำให้อีกฝ่ายเคว้งคว้างกว่าเดิม
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ไม่ใช่ความผิดเจี๋ยสักหน่อย ยังไงฉันก็ต้องยืนด้วยขาตัวเองอยู่แล้ว ก็แค่อาจจะเหงานิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก”
เสี่ยวถางกอดเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งน้องสาวแน่น และก่อนที่ทั้งสองจะร้องไห้แข่งกันโจวเฉวียนก็กลับมาพอดี เขาไม่ได้พูดอะไร แค่เดินมายืนข้างคนรักนิ่งๆ
“เสร็จแล้วเหรอคะ”
“ยังหรอก ต้องให้เลขาธิการพรรคเซ็นอนุมัติก่อน” ค่ายนี้ขึ้นตรงคอมมูน ยังไงก็ต้องแจ้งเรื่องนี้ให้เขาทราบ
ช่วงสายโจวเฉวียนจึงเดินทางกลับเข้าไปในเมืองอีกครั้ง และไม่ลืมพาลูกน้องติดตามไปด้วย คนอย่างหลิวเจี้ยนกั๋วทำได้ทุกอย่าง เขาจะประมาทไม่ได้
เมื่อไปถึงสำนักงานพรรค ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรออยู่ก่อนแล้ว ท่าทางของเขาไม่เป็นมิตรเหมือนเมื่อก่อน บรรยากาศคุกรุ่นจนคนอื่นๆ รู้สึกหายใจไม่ออก
“นายครับ มากันแล้วครับ” ผู้ช่วยกู่เข้ามารายงาน
“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างสบายอารมณ์
โจวเฉวียนเปิดประตูเข้าไป ทว่าลูกน้องกลับถูกสั่งห้าม นอกจากนั้นยังไม่อนุญาตให้พกอาวุธเข้าไปในห้องทำงานของท่านเลขาธิการอีกด้วย
ฟังดูแล้วก็เหมือนกับกฎการรักษาความปลอดภัยทั่วๆ ไป และถ้าเป็นช่วงก่อนหน้าโจวเฉวียนก็คงจะไม่ติดใจอะไร เพียงแต่ตอนนี้เขารู้ดีว่าสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยอมทำตามที่เจ้าหน้าที่บอก เพราะเทียบกันแล้วเขาได้เปรียบเรื่องพละกำลัง คนขี้โรคผิวขาวซีดไม่มีเลือดอย่างหลิวเจี้ยนกั๋วจะทำอะไรเขาได้
คิดแบบนั้นนายทหารหนุ่มก็เดินเข้าไปในห้องทำงานด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย แต่แล้วก็ต้องกลั้นหายใจเมื่อควันบุหรี่ลอยคลุ้งเต็มห้อง ราวกับเจ้าของห้องต้องการรมควันตัวเอง
“เจอกันอีกแล้วนะผู้หมวดโจว ไม่สิ ได้ข่าวว่าเพิ่งเลื่อนขั้นเป็นผู้พันนี่นะถึงได้มาอวดอำนาจเบ่งไกลถึงฮาร์บิน” มุมปากหยักยกยิ้มนิดๆ
“เลขาธิการหลิวหูตากว้างไกลไม่เบา อยู่ไกลถึงฮาร์บินยังรู้เรื่องของกองทัพเราดี เห็นทีว่าจะมีสายสัมพันธ์ดีไม่เบา”
เลขาธิการหนุ่มหุบยิ้ม แต่แล้วเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังจะเผยพิรุธจึงปรับสีหน้ากลับมาตามเดิม “ผู้พันโจวเข้าใจผิดแล้ว ผมแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ จะเขาถึงข้อมูลของกองทัพได้ยังไง ที่รู้เพราะจดหมายฉบับนี้ต่างหากล่ะ” พูดจบก็ชูจดหมายให้ดู
โจวเฉวียนไม่พูดอะไร แต่ถือวิสาสะเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็โยนหนังสือที่เตรียมมาไปตรงหน้า ก่อนจะออกคำสั่ง “เซ็นสะ”
“จุ๊ๆ ขนาดนี้แล้วทำไมถึงไม่เซ็นเองเสียเลยล่ะ” เจี้ยนกั๋วไม่แม้แต่จะเปิดเนื้อหาในกระดาษฉบับนั้นด้วยซ้ำ แต่เลือกที่จะยียวนกวนประสาทต่อ
“หลิวเจี้ยนกั๋ว จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากคนอื่นรู้ว่าเลขาธิการที่เคร่งครัดกลับมีนิสัยชอบสวมหมวกเขียวให้กับชาวบ้าน”
“ผู้พัน พูดแบบนี้ออกจะเกินไปสักหน่อย ฉันไปสวมหมวกเขียวให้นายตอนไหนไม่ทราบ” เขาหัวเราะชอบใจที่อีกฝ่ายเริ่มติดกับอารมณ์
“ก็ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น แล้วทำไมถึงไม่ยอมเซ็นทั้งๆ ที่ก็แค่ยุวชนคนหนึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไร”
"นายเข้าใจผิดแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับซูเสี่ยวถาง แต่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำที่สังคมชั้นสูง ผู้มีอำนาจอย่างพวกนายมักจะใช้กันบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัยต่างหากล่ะ
ฉันยอมรับว่ามีอำนาจ แต่อำนาจที่ฉันมีล้วนแต่ทำเพื่อประชาชนชาวฮาร์บิน ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนหน้าเลือด หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่จะเข้ามาโกงกินบ้านเกิดของฉัน แต่นายกลับใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เอาเปรียบปัญญาชน ยุวชนคนอื่นที่พวกเขาก็อยากจะกลับบ้านเหมือนกันแต่ไม่มีโอกาสเพียงเพราะไม่ได้เป็นคู่หมั้นของนายทหารยศใหญ่"
“หึ แน่ใจเหรอว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน แล้วการที่ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลหลายสิบปีมันหมายความว่ายังไง” โจวเฉวียนเถียงกลับ
“นั่นมันเป็นเรื่องที่คนก่อนๆ ทำ ไม่เกี่ยวกับฉัน อย่าเอามาเหมารวม” ชายหนุ่มพูดเสียงเข้ม เมื่อถูกพูดถึงเรื่องก่อนๆ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการขายชาติ ปล่อยให้คนต่างชาติรุกล้ำเข้ามาเผยแพร่อารยธรรมในแผ่นดินของตน
“งั้นก็มาพูดเรื่องของเรา ผมต้องการพาภรรยาของผมกลับ”
“หึ ผู้พันโจวเป็นแค่คู่หมั้น ทำไมถึงกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำขนาดนั้นว่าภรรยา พูดแบบนี้ไม่กลัวซูเสี่ยวถางจะเสียหายหรือไง”
“เรื่องบนเตียงของพวกเราคงไม่ต้องให้ท่านเลขาธิการมายุ่งยากด้วย ตอนนี้คุณแค่เซ็นอนุมัติแล้วเรื่องทุกอย่างก็จะจบ ผมรับปากว่าจะไม่เข้ามายุ่งในเขตของคุณอีก” การที่เขาได้มาที่นี่บ่อยๆ เรื่องของซูเสี่ยวถางนั้นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญคือภารกิจลับที่ได้รับมอบหมายต่างหาก
พอได้ฟังข้อเสนอแล้วเขาถึงกับนิ่งงั้น ความตั้งใจเดิมคือยังไงซูเสี่ยวถางก็ต้องอยู่ที่นี่กับเขา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากครอบครองเธอมากขนาดนี้ อาจจะเพราะดวงตาคู่นั้น เหมือนกับผู้หญิงคนนั้นมาก พอมองซูเสี่ยวถางใบหน้าของผู้หญิงที่ลืมเลือนไปนานก็ผุดขึ้นมาในหัว
“ว่ายังไง คุณก็รู้ว่าผมสามารถจบภารกิจลับได้เลย”
“ผู้พันโจว คุณนี่เก่งจริงๆ ผมเกือบเชื่อคำพูดของคุณไปแล้ว ต่อให้คุณไม่มากองทัพก็จะส่งคนอื่นมาอยู่ดีไม่ใช่หรือไง” ขณะที่เขากำลังจะตอบตกลง หางตาก็เหลือบไปเห็นลูกน้องของโจวเฉวียนที่ยืนรออยู่ด้านนอก
“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ก็ถ้าคุณไม่เล่นใหญ่เลี้ยงกองทัพทางเหนือเอาไว้ทั้งหมด กองบัญชาการเรามีหรือจะสอดมือเข้ามาแทรกได้ ถ้าผมเป็นคุณจะไม่ใจใหญ่ขนาดนั้น ดูพวกเขาขัดขากันเองในกองทัพเพื่อแย่งความเป็นใหญ่ แล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เงียบๆ แบบไม่เอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง” เพื่อที่จะได้คนรักกลับคืนมา เขาถึงขั้นสอนกุลยุทธ์ให้กับคนอย่างหลิวเจี้ยนกั๋ว
“เอายังไงดีล่ะ บังเอิญว่าผมไม่ใช่คนที่จะเชื่อใจใครง่ายๆ เสียด้วยสิ ถ้าเลือกระหว่างให้คนอื่นที่ไม่รู้จักมา กับผู้พันโจวที่เรารู้จักดีมา งั้นผมขอเลือกให้คุณมาดีกว่า” เขาชี้นิ้วไปทางโจวเฉวียน
หัวคิ้วนายทหารหนุ่มถึงกับกระตุก เข้าใจก็ตอนนี้ว่าทำไมหลิวเจี้ยนกั๋วถึงได้ขึ้นมารับตำแหน่งเลขาธิการพักแทนคุณชายใหญ่หลิว และจุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขาเข้าใกล้ถางถางก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะเรื่องนี้
“ตกลง มีอีกเรื่องที่อยากจะขอ”
“เชิญผู้พันว่ามาได้เลย” เจี้ยนกั๋วผายมือ
“ลู่เจินเจิน ผมอยากให้คุณหาตำแหน่งสักตำแหน่งให้เธอ ไม่ต้องสูงมาก แต่ต้องดูแลตัวเองได้ อยู่ที่ฮาร์บินได้แบบไม่ลำบาก” เท่าที่รู้จักลู่เจินเจิน หล่อนเป็นคนมีความสารถก็จริง แต่นิสัยโผงผางไปสักหน่อย ถ้าพูดไม่หูใครเข้าอาจจะพูดเพ่งเล็งแล้วพลอยลำบากภายหลัง
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา คนนิสัยโผงผางแบบนั้นส่งเข้าไปทำงานที่โรงงานน่าจะเหมาะมากกว่ามาทำงานกับพรรค ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สวัสดิการ รวมถึงบ้านพักสวัสดิการ แบบนี้เป็นยังไง พอไหวไหม”
“ท่านเลขาธิการหลิวยังคงใจกว้างเสมอ ถ้างั้นรบกวนเซ็นหนังสืออนุมัติ และเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ลู่เจินเจิน ผมรับรองว่าครั้งต่อไปก็จะยังเป็นผมที่ต้องมาฮาร์บิน”
ทั้งสองตกลงกัน ก่อนที่โจวเฉวียนจะเดินถือหนังสือออกมาสองฉบับ ผู้ช่วยหนุ่มได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้ทำหนังสือแนะนำตัวลู่เจินเจิน ดูท่าว่าการเจรจาครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี