บทบาทจบลง
บทบาทจบลง
มีนาคม 1976
เมื่อถึงวันที่ซูเสี่ยวถางจะต้องเดินทางกลับ ทุกคนในค่ายต่างก็มาส่งเธอ เพราะถือว่าเป็นคนแรกของค่ายนี้ที่ได้กลับบ้าน คนอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องราวต่างก็คิดว่าเป็นสัญญาณที่ดี
ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาไม่น้อยว่าคนที่ถูกเลือกคือคนที่ถูกเอามาปล่อยทิ้งยังพื้นที่ห่างไกล ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีก หลายๆ คนจึงตัดสินใจแต่งงานและย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่นี่
“ถางถาง ฉันฝากเธอส่งจดหมายนี้บอกกับครอบครัวของฉันด้วยนะ”
หลังจากมีคนที่หนึ่ง คนที่สองสามก็ตามมา บางคนก็แจ้งข่าวเรื่องแต่งงานมีครอบครัวที่นี่ บางคนก็รอคอยอย่างมีความหวังว่าครอบครัวจะหาทางพาพวกเขากลับบ้าน
หญิงสาวแบกความหวังของคนในค่ายเอาไว้เต็มบ่า ทั้งที่รู้ว่าความหวังริบหรี่แต่ก็ยังอยากจะลองเสี่ยงดู รับปากทุกคนว่าจะส่งจดหมายทุกฉบับให้ถึงมือผู้รับ
“เจี๋ย” ลู่เจินเจินเรียกเสียงสั่น
“ฉันมีของจะให้แต่ลืมไว้ที่ห้อง จบจากตรงนี้ก็อย่าลืมไปเอาล่ะ”
จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ลืม แต่เพราะของมันเยอะเกินกว่าจะเอาออกมาให้หมดได้ เสี่ยวถางเลือกแต่ของใช้จำเป็น ในนั้นมีเงินอีกจำนวนหนึ่ง หากใช้จ่ายอย่างประหยัดก็พออยู่กินไปได้อีกสองปี
“ไม่เห็นต้องให้เลย เจี๋ยให้ฉันมาเยอะแล้ว” เจินเจินปาดน้ำตา
“เอาล่ะ ร้องมาทั้งคืนแล้ว เลิกร้องได้แล้ว” เสี่ยวถางบอก
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เธอคงจะร้องไห้ตามเพราะห่วง แต่เมื่อคืนโจวเฉวียนเพิ่งบอกว่าเขาหาตำแหน่งงานที่มั่นคงให้กับเพื่อนสนิทของเธอ ได้ยินแบบนั้นเสี่ยวถางก็เบาใจ
ร่ำลาทุกคนเสร็จ เสี่ยวถางก็บอกกับโจวเฉวียนว่าอยากจะไปพบผู้มีพระคุณ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสองสามีภรรยาที่โทรแจ้งข่าวของเธอให้กับโจวเฉวียนทราบ
เสี่ยวถางเดินมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลิน ก่อนที่โจวเฉวียนจะเดินมาจูงมือแล้วพาเธอเข้าไปในบ้าน ซึ่งตอนนี้ทั้งบ้านมีแค่เหอซิ่วกับหลินเจิ้ง
“ถางถาง” ทันทีที่เหอซิ่วเจอหน้าเพื่อนสาวก็รีบลุกขึ้น แต่เพราะท้องของเธอเริ่มขยายทำให้ไม่คล่องแคล่วเหมือนก่อนจนเกือบจะล้ม โชคดีที่สามีเข้ามาช่วยประคองได้ทัน
“ระวังหน่อย” หลินเจิ้งพูดเสียงดุ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเป็นห่วง
ซูเสี่ยวถางเห็นแบบนั้นก็ยิ้มอ่อนโยน เธอไม่โกรธที่เหอซิ่วเอาตัวรอดมาพึ่งใบบุญบ้านหลิน แล้วก็ไม่โกรธที่อีกฝ่ายตีตัวออกหากเพราะไม่อยากโดนหางเลขไปด้วย อย่างที่บอกว่าค่ายแห่งนี้ทุกคนล้วนต้องเอาตัวให้รอด
ส่วนทำไมต้องเป็นหลินเจิ้งนั้นเธอก็ดูออกว่าเหอซิ่วมีใจให้เขาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ไม่กล้ายอมรับความจริงและอาจจะเกรงใจเธอ
“ฉันมาลา แล้วก็ขอบคุณที่แจ้งข่าวให้โจวเฉวียนมาช่วยได้ทัน” เสี่ยวถางมองหน้าหลินเจิ้งที่ตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเธอด้วยซ้ำ
“ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มพูดเสียงเบา รู้สึกใจหายที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังจะไป แต่ก็คิดว่าดีกับเธอแล้วที่หลุดพ้นจากตรงนี้ได้
เสี่ยวถางยิ้ม ก่อนจะหยิบกำไลเล็กๆ ออกมา “อันนี้ให้เป็นของขวัญหลาน คิดว่าฉันคงไม่มีโอกาสได้มาที่นี่แล้ว”
“ถางถาง” เหอซิ่วพูดเสียงสั่น
“แล้วก็…อย่ารู้สึกผิดที่เลือกแบบนี้ แต่ให้มั่นใจกับทางที่ตัวเองเลือก” เธอบอกใบ้กับอีกฝ่าย “ส่วนเจิ้งเกอ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา น้ำใจของเก้อเกอฉันขอรับไว้ด้วยใจ ฝากดูแลเพื่อนกับหลานของฉันด้วยนะคะ”
ชายหนุ่มยิ้มฝืนๆ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือว่าตอนไหน ซูเสี่ยวถางก็คือซูเสี่ยวถาง เธอมักจะชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเองเสมอ และไม่เคยพูดให้ความหวังกับเขาเลยสักครั้ง มีแค่เพียงเขาเองเท่านั้นที่คิดหวังลมๆ แล้งๆ ไปคนเดียว
เสี่ยวถางไม่ได้อยู่นาน ต่อให้ไม่โกรธก็ไม่คิดจะกลับไปสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับอีกฝ่ายอีก เพราะเธอเองก็มีสิทธิ์เหมือนกัน เธอไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ใครดีมาก็ดีตอบ ใครช่วยก็ขอบคุณ นี่คือหลักของมนุษยธรรมที่พึงมี
ทางด้านลู่เจินเจินหลังจากที่ส่งพี่สาวเสร็จแล้ว ก็ตรงไปยังห้องพักสวัสดิการตามที่ซูเสี่ยวถางบอก เนื่องจากว่าจะต้องส่งคืนห้อง
แต่พอหญิงสาวเข้ามาก็ต้องตกใจกับของที่ซูเสี่ยวถางทิ้งไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นเสบียงอาหาร เสื้อผ้าตัวใหม่ แล้วก็เงินจำนวนหนึ่งที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้จับ
เธอเดินไปหยิบจดหมายที่เสี่ยวถางเขียนทิ้งไว้ อ่านแล้วน้ำตาไหลพราก รับรู้ได้ถึงความห่วงใยและอาลัยอาวรณ์กับการจากลากันครั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่ทั้งสองก็ผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน
แต่ที่ทำให้ลู่เจินเจินเข่าทรุดและร้องไห้โห ก็คงจะเป็นหนังสือแนะเรียกให้ไปรายงานตัวที่โรงงานทอผ้าในตัวเมือง ถึงจะไม่ได้พากลับบ้านด้วย แต่กลับมอบชีวิตใหม่ให้ ไม่ใช่พี่ก็เหมือนพี่ เพราะดียิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ ที่คลานตามกันมาเสียอีก
หัวหน้าคอมมูนเดินเข้ามาเห็นจังหวะที่เจินเจินเช็ดน้ำตา ในมือของเธอยังถือกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ เขาก็เดาได้ทันทีว่าหล่อนคงรู้เรื่องหมดแล้ว วันเดียวกันนั้นก็พาเธอไปทำเรื่องและส่งเข้าโรงงานในตัวเมือง
บทบาทของยุวชนค่ายชนบทกำลังจะจบลง และบทบาทงของสาวโรงงานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เธอมีบ้านสวัสดิการ มีเงินเดือน มีชีวิตใหม่ที่พี่สาวทิ้งไว้ให้ หญิงสาวได้แต่สัญญากับตัวเองว่าจะต้องมีชีวิตที่ดี หวังเพียงว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกับซูเสี่ยวถาง และพูดขอบคุณสองสามีภรรยาอีกสักครั้ง
ทางด้านซูเสี่ยวถางเองก็ไม่ต่างกัน ตอนนี้เธอกำลังเดินทางกลับบ้าน ความรู้สึกของการเดินทางครั้งนี้ช่างแตกต่างจากครั้งอื่นเป็นไหนๆ เพราะรู้ดีว่ามันคือการกลับบ้านจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่กลับไปเยี่ยมบ้านแล้วก็กลับมาใหม่
ตลอดทางกลับบ้านโจวเฉวียนดูแลเธอดีมาก อีกทั้งยังเป็นสุภาพบุรุษมากอีกด้วย จนบางครั้งก็เกือบจะใจอ่อน ยอมให้เขาเปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก ทั้งที่ความจริงมันควรจะเป็นแบบนั้นตั้งนานแล้ว
โจวเฉวียนพาเธอแวะบ้านที่เซี่ยงไฮ้ก่อน ทั้งที่แต่งเข้าบ้านโจว แต่แทนที่จะได้อยู่บ้านสามี กลับต้องไปอยู่บ้านเกิดของตัวเอง
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ้ะ” แม่โจวสวมกอดลูกสะใภ้ด้วยความดีใจ
“ต้องขอโทษลูกสะใภ้ด้วยนะ ทั้งที่พวกเรารับปากแล้วว่าจะเป็นคนช่วย แต่กลับกลายเป็นว่าพ่อของลูกสะใภ้สละตำแหน่งของตัวเองเสียได้” พ่อโจวพูดอย่างละอายใจ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ในเมื่อพ่อเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้เอง ไม่มีใครบังคับ ก็เท่ากับว่าท่านคิดเรื่องนี้มาดีแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ กลับบ้านครั้งนี้พวกเราต้องไปขอบคุณด้วยตัวเอง” แม่โจวพูดขึ้นอย่างแน่วแน่ ตั้งใจว่าไปส่งลูกสะใภ้รายงานตัวที่ซูโจวแล้วจะไปขอบคุณพ่อซูด้วยตัวเอง
โจวเฉวียนพาเสี่ยวถางมาถึงบ้านก่อนกำหนดหลายวัน ตัวเขาเองก็ไม่ได้รีบกลับค่าย แต่อยากจะใช้เวลาที่มีกับคนรักให้นานกว่านี้
“อาหารพร้อมแล้วค่ะ” แม่บ้านหยางเดินมาแจ้ง
“ดูสิ มัวแต่คุยจนลืมไปเลยว่าพวกลูกเพิ่งมาถึง เดินทางมาเหนื่อยไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยขึ้นห้องไปพักผ่อน แม่ให้จือจือทำความสะอาดห้องเอาไว้รอแล้ว” แม่โจวพูดยิ้มๆ
เสี่ยวถางหันไปมองสาวน้อยที่ก้มหน้าด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ต่างจากโจวเฉวียนที่ค่อนข้างเย็นชาไปสักหน่อยเมื่อพูดถึงหยางจื่อ
“กินเยอะๆ นะ" แม่โจวตักอาหารใส่จานให้ลูกสะใภ้
“ขอบคุณค่ะ” ทว่าทันที่เสี่ยวถางยกมือขึ้นมาจับตะเกียบ สายตาของจือจือก็เหลือบไปเห็นพอดี
“นายหญิงน้อย มือเป็นแผลนี่คะให้ฉันไปเอายามาทาให้ไหม” จือจือพูดจบ ทุกคนก็หันไปมองที่มือของเธอ แม้ว่าแผลจะหายดีแล้วแต่ก็ยังทิ้งร่องรอยให้เห็น