วางแผนแต่แรก
วางแผนแต่แรก
ซูเสี่ยวถางไม่ได้มีอาการตกใจกับการทักท้วงของอีกฝ่าย ยังคงนั่งนิ่งรอจนกระทั่งหยางจื่อไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาแล้วก็พูดขึ้นว่า
“เอ่อเฉวียนเกอ ใช้ตัวไหนนะคะฉันลืมไปแล้ว” คำพูดเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงความนัยให้คนฟังคิดไปไกลว่า บางทีกล่องยาพวกนี้โจวเฉวียนอาจจะเป็นคนสอนหล่อนให้ใช้
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ หมอที่โรงพยาบาลประชาชนที่ฮาร์บินให้มาเยอะแล้ว”
“คุณนายน้อยคะ ยังไงก็ทาสักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเป็นแผลเป็นไปกันใหญ่ ยาที่เมืองเหนือจะสู้ยาที่เซี่ยงไฮ้ได้ยังไง” หยางจื่อยังคงคะยั้นคะยอ
“ทำไมเหรอ หรือเธอคิดว่าที่เซี่ยงไฮ้ดีกว่าที่อื่น ทั้งที่ตัวยาก็ถูกแจกจ่ายมาตากที่เดียวกัน” คำพูดกำกวมของเสี่ยวถางทำโจวเฉวียนลอบกลืนน้ำลาย
พ่อโจวมองหน้าลูกชาย ส่งสายตาบอกให้เขาทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่ผู้หญิงสองคนจะพูดกำกวมจนท่านเองก็อดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วพวกหล่อนหมายถึงอะไรกันแน่
“คุณนายน้อยบอกว่าไม่ต้องก็คือไม่ต้อง ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ”
คำพูดของโจวเฉวียนทำเอาหยางจื่อชะงัก อดมองค้อนเขาไม่ได้ แต่แล้วก็ต้องเก็บสายตากลับมาตามเดิม เพราะกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็น
“ขอโทษค่ะคุณนายน้อย” เสียงหวานเปล่งออกมาแผ่วเบา
หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ แม่โจวก็บอกให้ทั้งสองคนไปพักผ่อน ส่วนท่านตอนนี้กำลังดื่มน้ำชากับสามีที่ห้องโถงรับแขก ท่าทางกลัดกลุ้มของภรรยาทำเอาพ่อโจวอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
“คุณถอนหายใจรอบนี้รอบที่สี่แล้ว มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
แม่โจวมองหน้าสามี แล้วก็อดถอนหายใจออกมาอีกรอบไม่ได้ “ก็จะอะไรเสียอีกละคะ ก็เจ้าลูกชายตัวดีของคุณน่ะสิ”
“อาเฉวียน ทำไมเหรอ”
“เฮ้อ…ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเรื่องมากหรอกนะคะ ทำใจยอมรับลูกสะใภ้คนนี้ไปตั้งแต่แรกเห็นแล้ว พยายามมองข้ามทั้งฐานะแล้วก็หน้าตาทางสังคม นึกว่าจะแต่งเข้าบ้านมาดูแลพวกเราเสียอีก กลับกลายเป็นว่าลูกของเราต้องไปอยู่กับฝ่ายนั้นเสียได้ แบบนี้ไม่เท่ากับว่าลูกเราแต่งเข้าบ้านผู้หญิงหรอกเหรอคะ”
“เหลวไหล จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง” พ่อโจวพูดเสียงดัง ทำหน้าทะมึนด้วยความไม่พอใจ
“เบาเสียงหน่อยสิคะ ฉันก็แค่คิดเผื่อเอาไว้ ก่อนหน้านี้กังวลาเรื่องย้ายกลับมา ทั้งที่เราก็บอกไปแล้วว่าจะจัดการให้ แต่พ่อของลูกสะใภ้กลับลาออกเสียได้ มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาอาจจะวางแผนกัน” แม่โจวพูดแล้วก็มองหน้าหยางจื่อที่พยักหน้าน้อยๆ แล้วก็ก้มหน้าลงตามเดิม
“ก็ถ้ามันเป็นอย่างที่คุณว่าจริง เราก็ต้องพูดกับอาเฉวียนให้รู้เรื่อง เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ จะแต่งเข้าบ้านภรรยาได้ยังไง อีกอย่างเราก็มีลูกชายแค่คนเดียว ยังไงก็ต้องมีลูกหลานสืบทอดตระกูลโจวไม่ใช่ตระกูลซู” พ่อโจวพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินหนีไป
แม่โจวเห็นแบบนั้นก็ไม่สบายใจ พรางคิดว่าตนเองพูดเกินไปหรือเปล่า มันอาจจะไม่มีเรื่องอะไรเหมือนอย่างที่คิดก็ได้
“จือจือ เธอแน่ใจเหรอเรื่องที่บอกว่าสองพ่อลูกนั่นวางแผนกัน”
“ตอนแรกก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ดูจากรอยแผลเป็นที่มือวันนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า พวกเขาอาจจะวางแผนเอาไว้นานแล้ว คุณนายคิดดูสิคะ หล่อนหน้าตาสวยก็จริง แต่ก็ไม่ถึงกับคู่ควรกับเฉวียนเกอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีตำหนิรอยแผลเป็นเด่นชัดขนาดนั้น ถ้าออกงานสังคมจะไม่ทำให้เฉวียนเกอกับคุณท่านขายหน้าแย่เหรอคะ”
แม่โจวฟังแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เวรกรรมอะไรของฉัน คิดว่าแต่งสะใภ้เข้าบ้านแล้วเจ้าลูกชายตัวดีจะยอมกลับบ้านบ้าง คราวนี้ดีเลย นอกจากลูกสะใภ้จะไม่เข้าบ้านแล้ว ลูกชายก็ยังต้องตามภรรยาไปอยู่ที่อื่นอีก แล้วแบบนี้ฉันจะแต่งลูกสะใภ้เพื่ออะไร”
ในขณะที่แม่โจวพูดด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม เพราะรู้ดีว่าไม่อาจบังคับลูกชายให้แต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านหามาให้ได้ แม้ว่าซูเสี่ยวถางจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ยอมรับว่าเห็นครั้งแรกก็ถูกชะตา อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงที่ลูกชายเลือก แต่ใครจะไปคิดว่าจะมีเรื่องตามมาไม่หยุดหย่อน
ทางด้านเสี่ยวถางหลังจากเข้ามาในห้องของคนรักแล้วก็นอนไม่หลับ เธอรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองเธอแปลกไปของแม่โจว แต่ก็ไม่กล้าฟันธงว่าจะใช่แบบที่ตัวเองคิดหรือเปล่า
ส่วนโจวเฉวียนตอนนี้หลับไปแล้ว อาจจะเพราะตลอดระยะทางที่เดินทางกลับ เขาก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง นั่นก็คือรักษาความปลอดภัย หญิงสาวมองหน้าคนรักแล้วก็ถอนหายใจ หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นให้ต้องลำบากใจทั้งสองฝ่าย
เช้าวันถัดมาเสี่ยวถางตื่นตั้งแต่เช้า เธอชินกับการตื่นเช้าไปเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังช้ากว่าคนข้างๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาตื่นไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ พอลงมาข้างล่างก็เห็นแม่บ้านหยางอยู่ในครัว
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณนายน้อย ทำไมตื่นเช้านักละคะ เดินทางมาเหนื่อยๆ น่าจะนอนต่ออีกสักหน่อย”
“ชินแล้วค่ะ อยู่ที่ค่ายตื่นเช้าเป็นประจำจนชิน ถึงจะนอนต่อบนเตียงก็คงไม่หลับอยู่ดี ว่าแต่แม่บ้านหยางเห็นโจวเฉวียนบ้างหรือเปล่าคะ”
“คุณชายเหรอคะ ออกไปวิ่งตั้งแต่ที่ฉันเข้าบ้านมาแล้วละค่ะ เช้าๆ อากาศหนาวก็เลยให้จือจือไปดักรอเอาชาอุ่นให้ดื่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย เด็กคนนั้นรู้เส้นทางวิ่งของคุณชายดีเลยล่ะค่ะ” แม่บ้านหยางตอบยิ้มๆ ฟังดูเหมือนพูดคุยเรื่องทั่วไป แต่ลึกๆ เหมือนต้องการจะบอกว่าในบ้านหลังนี้ไม่มีใครรู้จักโจวเฉวียนดีเท่าหลานสาวของท่านอีกแล้ว
เสี่ยวถางไม่ได้พูดอะไร แต่ช่วยแม่บ้านหยางลงมือทำอาหารเช้าเอาใจพ่อแม่ของคู่หมั้นด้วยตัวเอง อยู่กับลู่เจินเจินนานก็เลยทำอาหารเป็น
สักพักเสียงพูดเจื้อยแจ้วก็ดังเข้ามาใกล้ ถ้าฟังดีๆ จะรู้ว่ามีแค่เสียงของหยางจื่อเท่านั้นที่ชวนคุย ไม่รู้ว่าเพราะตอนนี้บรรยากาศเงียบทำให้ได้ยินชัด หรือเพราะว่าอีกฝ่ายตั้งใจพูดเสียงดังให้ได้ยินกันแน่
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เสี่ยวถางเดินออกจากในครัวแล้วเดินไปหน้าบ้าน โบกมือทักทายคู่หมั้นที่เดินเคียงข้างหลานสาวของแม่บ้านอย่างสนิทสนม
โจวเฉวียนถึงกับชะงัก แต่แล้วก็เดินมากระชับผ้าพันคอของคนรักให้แน่นขึ้น “ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย ข้างนอกอากาศหนาวรีบเข้าบ้านเถอะ”
เขาแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วง ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนยืนหนาวเพื่อดักรอเอาน้ำชาให้เขาดื่มแก้หนาว นอกจากเขาจะไม่ดื่มแล้ว ยังถามคำตอบคำ และไม่มีท่าทีเป็นห่วงเป็นใยคนที่นอนเพิ่งตื่นอย่างซูเสี่ยวถาง หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของทั้งสองคน แขนข้างหนึ่งของโจวเฉวียนกำลังโอบไหล่ของซูเสี่ยวถาง
ภาพชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำลังโอบกอดหญิงสาวรูปร่างผอมบางเป็นเหมือนเข็มที่กำลังทิ่มแทงใจของเธอ ทั้งที่เคยวาดฝันภาพนั้นว่าสักวันหนึ่งตนจะต้องถูกเขาโอบกอดแบบนั้น หญิงสาวกำหมัดแน่นก่อนจะแค่นยิ้มเย้ยตัวเอง แล้วก็เดินตามหลังของทั้งสองคนไปช้าๆ
“จะไปไหนคะ” เสี่ยวถางขืนตัวเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะพาเธอขึ้นห้อง
“ยังเช้าอยู่ ขึ้นไปนอนพักอีกหน่อยเถอะ”
“ไม่เอา…ฉันตื่นแล้วนอนไม่หลับหรอก ที่หมู่บ้านบนเขาฉันก็ตื่นเวลานี้” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ มองดูนาฬิกาเรือนใหญ่บอกเวลาว่าตอนนี้เพิ่งจะตีห้า
โจวเฉวียนถอนหายใจเบาๆ “ถ้างั้นผมพาคุณไปเดินเล่นที่ตลาดตอนเช้าดีหรือเปล่า แวะกินอาหารเช้าด้วยเลย”
เสี่ยวถางอยากปฏิเสธ แต่เห็นท่าทางของเขาแล้วก็ได้แต่กลืนคำพูดลงท้องไป ทั้งที่เธอตั้งใจทำมื้อเช้าไว้มัดใจพ่อแม่สามี แต่กลับถูกคนรักลากไปกินฝีมือคนอื่นเสียได้