LNCrawler

คำขอร้องในวัยเด็ก

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

คำขอร้องในวัยเด็ก

 

เมื่อทั้งสองคนกลับมาก็พบว่าคุณพ่อโจวกับคุณแม่โจวกินมื้อเช้ากันเสร็จแล้ว ติดที่อาหารเช้าของเสี่ยวถางที่ทำเอาไว้ไม่ได้ถูกยกขึ้นบนโต๊ะอาหารด้วยก็เท่านั้น

“อรุณสวัสดิ์ครับ” โจวเฉวียนเดินเข้ามาทักทายทั้งสองท่านที่เพิ่งจะทานมื้อเช้าเสร็จ

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ ลูกกินข้าวเช้ากันมาหรือยัง” แม่โจวยิ้มทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เมื่อคืนแทบนอนไม่หลับ

“เรียบร้อยแล้วครับ ถางถางไม่เคยเห็นตลาดเช้าเซี่ยงไฮ้เลยพาไปเดินดู”

“ดีแล้วล่ะ อีกหน่อยก็ต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ทำความคุ้นเคยกับสถานที่เอาไว้จะได้ชิน” พ่อโจวพูดขึ้น

เสี่ยวถางมองไปบนโต๊ะอาหาร แต่ไม่เห็นอาหารเช้าที่ตนเองทำขึ้นโต๊ะ เลยถามแม่บ้านหยางที่เพิ่งเดินเข้ามาว่า “แม่บ้านหยางไม่ได้เอาอาหารที่ฉันทำมาให้คุณพ่อคุณแม่ลองทานเหรอคะ”

แม่ป้าหยางฟังแล้วก็งุนงง ก่อนจะหันไปมองหน้าหลานสาวที่ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ก่อนจะพูดแก้ต่างให้ตัวเองว่า

“ตายจริง ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะคุณนายน้อย พอดีว่าเมื่อคืนกินยาแล้วเข้านอน เช้ามาก็เลยรู้สึกเบลอ หลงๆ ลืมๆ”

โจวเฉวียนฟังแล้วก็ทำสีหน้าเรียบเฉย ทว่าคำพูดกลับชวนขนลุก “ต่อไปถ้ายังจำเรื่องสำคัญไม่ได้อีกก็ควรจะหยุดพักอยู่ที่บ้าน แล้วให้ลูกหลานเลี้ยงดีกว่านะครับ”

คำพูดของโจวเฉวียนทำเอาแม่บ้านหยางตกใจ เพราะท่านก็เปรียบเสมือนแม่ของเขาคนหนึ่งเหมือนกัน เนื่องจากว่าเลี้ยงอีกฝ่ายมาตั้งแต่เกิด ไม่คิดเลยประโยคพวกนี้จะออกจากปากเขา

แม้แต่แม่โจวฟังแล้วก็ต้องถลึงตาใส่ลูกชาย “ลืมแล้วก็แล้วไปเถอะ ไม่เห็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ อีกอย่างงานพวกนี้เป็นหน้าที่ของคนงาน ต่อไปลูกสะใภ้ไม่ต้องลงมือทำเองให้เหนื่อย”

คำพูดสองแง่สองง่ามของแม่โจวทำเอาคนฟังตีความหมายไปคนละแบบ ฝั่งแม่บ้านหยางก็คิดเข้าข้างตนเองว่าเจ้านายพูดเข้าข้าง เนื่องจากไม่มีเจ้านายคนไหนเข้าครัวมาทำอาหาร

ส่วนอีกความหมายอีกนัยหนึ่งก็คือไม่อยากให้ลูกสะใภ้ต้องเหนื่อยกับเรื่องพวกนี้จริงๆ แล้วเอาเวลาไปดูแลลูกชายของท่าน คลอดหลายชายตัวอ้วนให้ตระกูลโจว

ทว่าทั้งหมดทั้งมวลก็มีเพียงแม่โจวเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า ความหมายที่แท้จริงของประโยคนี้หมายความว่ายังไง

ซูเสี่ยวถางมองหน้าแม่สามี ก่อนจะรับปากเสียงเบาว่า “ค่ะ”

โจวเฉวียนเห็นท่าทางหงอยของคู่หมั้น ก็เอื้อมมือไปจับมือเธอใต้โต๊ะ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้ใครเป็นตัวต้นเรื่อง สายตาคมมองไปยังหยางจื่อ ที่บังเอิญว่าหล่อนกำลังจ้องเขาอยู่เช่นเดียวกัน แต่พอเห็นว่าเขามองเธอก็รีบหลบสายตา แล้วถอยหนีไปทางอื่น

 

ช่วงสายเสี่ยวถางอยู่ดื่มน้ำชาเป็นเพื่อนแม่โจว พูดคุยเรื่องทั่วไป ส่วนใหญ่ท่านจะพูดเรื่องสมัยเด็กของโจวเฉวียนให้เธอฟัง เขากินอะไร ชอบทำกิจกรรมอะไร

เสี่ยวถางทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี ถึงเวลาสงสัยก็ถาม ถึงเวลาหัวเราะก็หัวเราะตาม โอนอ่อนไปตามแม่สามีทุกอย่าง แม้จะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตนเธอจริงๆ ก็ตาม

จนกระทั่งหยางจื่อเดินถือกาน้ำชาเข้ามาเปลี่ยน เนื่องจากว่าพ่อโจวกับโจวเฉวียนที่ปรึกษาหารือกันบนห้องทำงานลงมาแล้ว เขาเดินมานั่งข้างคู่หมั้นก่อนจะยกแก้วน้ำชาของเธอขึ้นดื่ม

“นั่นแก้วฉันนะคะ” เสี่ยวถางมองด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะกระหายจนรอไม่ไหว

แม่โจวเห็นแล้วก็ยิ้มกว้าง ลองให้ได้กินของต่อจากกันโดยไม่รังเกียจขนาดนี้ ก็แสดงว่าลูกชายกับลูกสะใภ้คงเปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุกแล้วเรียบร้อย แล้วท่านจะมัวกังวลอะไรอีก

“ลูกสะใภ้ไม่ต้องตกใจ สองพ่อลูกมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่งคือชอบกินของเหลือต่อจากพวกเรา พ่ออาเฉวียนเองก็เหมือนกัน มักจะตำหนิบอกว่าแม่กินของเหลือ พูดไปถึงทหารกล้าที่ต้องกินอย่างอดยากขณะที่ปฏิบัติภารกิจ”

“งั้นเหรอคะ” เสี่ยวถางยิ้มเจื่อน แต่เธอไม่ได้กินทิ้งกินขว้าง แค่ยังกินไม่หมด ใครมันจะยกช้าร้อนๆ ขึ้นดื่มจนหมดถ้วยในคราวเดียว ลิ้นสุกกันพอดี

“หวาน” โจวเฉวียนเข้ามากระซิบข้างหู ทำเอาคนฟังหน้าแดงอย่างห้ามไม่อยู่

“ว่าแต่จะอยู่ที่นี่กี่วันเหรอ”

“พรุ่งนี้ก็ไปแล้วครับ ตั้งใจว่าจะพาถางถางเข้าไปดุบ้านพักที่ค่ายทหารก่อน อยากแนะนำให้กับสหายที่นั่นรู้จักด้วย”

“ทำไมเร็วขนาดนั้นละคะ” หยางจื่อที่กำลังยื่นถ้วยส่งให้กับโจวเฉวียนอยู่ถามขึ้น แต่คนรับกลับเป็นเสี่ยวถาง เพราะเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำ

“นั่นสิ ทำไมรีบกลับ ไหนบอกว่ากลับก่อนกำหนด” แม่โจวเห็นด้วย อยากให้ลูกชายลูกสะใภ้อยู่กับตนเองให้นานกว่านี้อีกหน่อย

“ผมรู้สึกว่าที่นี่แมลงหวี่มันเยอะจนน่ารำคาญ อีกอย่างก็จะเข้าไปรายงานภารกิจด้วยครับ”

“อืม ถ้าเกี่ยวกับเรื่องงานก็ไปเถอะ อย่าให้ผู้ใหญ่รอ” พ่อโจวพยักหน้าอนุญาต

ส่วนแม่โจวคำพูดของสามีถือเป็นคำขาด อีกทั้งยังเข้าใจความหมายของลูกชาย ท่านมองหน้าหยางจื่อก่อนจะหรี่ตามองด้วยสายตาเย็นชา

ทำไมท่านจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับลูกชายของท่าน เพียงแต่ตัวลูกชายพูดชัดเจนว่าไม่ได้คิดกับหยางจื่อเชิงชู้สาว ตัวท่านเองก็จนใจไม่อาจบังคับฝืนใจลูกชายได้ นึกว่าหญิงสาวจะตัดใจจากโจวเฉวียนเสียแล้ว กลับกลายเป็นทำตัวเป็นหมาหวงก้างหนักข้อขึ้นกว่าเดิม

 

ช่วงบ่ายซูเสี่ยวถางขึ้นห้องไปพักผ่อน ส่วนแม่โจวนั้นเรียกหยางจื่อกับแม่บ้านหยางเข้าไปพบ สองป้าหลานมองหน้ากันก่อนจะก้มหน้าเดินเข้าไปหาเจ้านาย

“ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบซูเสี่ยวถาง แต่อย่าลืมว่าหล่อนคือคู่หมั้นของโจวเฉวียน แล้วก็ยังเป็นเจ้านายของพวกเธอสองคนป้าหลาน เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ต้องให้เกียรติกันด้วย จือจือฉันกับนายท่านเอ็นดูเธอไม่ต่างจากลูกหลานคนหนึ่ง เพียงแต่สถานะของซูเสี่ยวถางคืออะไรวันนั้นอาเฉวียนก็บอกชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าพยายามหาเรื่องใส่ตัวเองเลยจะดีกว่า คงไม่ต้องฉันเตือนหรอกมั้งว่าถ้าอาเฉวียนโกรธจะเป็นยังไง” แม่โจวพูดขู่

“คุณนายคะ พวกเราสองคนผิดไปแล้วค่ะ ต่อไปฉันจะระวังไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”

“ไม่ใช่แค่ระวังหรอกนะ เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก เข้าใจหรือเปล่าจือจือ”

หยางจื่อเงยหน้ามองแม่ของผู้ชายที่เธอหลงรักมาเกือบสิบปี แม้ในใจจะปฏิเสธทว่าก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ กลืนคำพูดมากมายลงท้องไป

“ออกไปได้แล้ว” แม่โจวโบกมือไล่ รู้สึกรำคาญเต็มทนกับเรื่องนี้

 

ส่วนแม่บ้านหยางพอออกมาจากห้องโถงก็หยิกหลานสาวทีเผลอจนตัวแดงเป็นจ้ำๆ หยางจื่อไม่ร้องโวยวาย กลับยืนนิ่งให้ป้าหยิกเนื้อน้อยๆ อย่ามันมือ

“ฉันเตือนแกแล้วว่าอยู่ให้ห่างคุณชาย คิดจะจับลูกชายเจ้านายใจก็ต้องนิ่ง ไม่อย่างนั้นก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้”

“ฉันก็กำลังทำอยู่นี่ไง คิดว่าเอาชนะใจเฉวียนเกอเป็นเรื่องง่ายหรือไง ที่ผ่านมาเขายอมให้ฉันเข้าใกล้ เพราะฉันสวมบทบาทน้องสาวที่แสนน่ารักกับเขาต่างหาก ลองให้ฉันแสดงออกว่าชอบเขาดูสิ เขาคงให้คุณนายใหญ่ไล่ฉันออกไปนานแล้ว”

“จือจือ หรือไม่แกลอง….”

“ไม่…ฉันไม่มีวันมองหาคนอื่น แล้วก็ไม่มีวันตัดใจจากเฉวียนเก้อเกอหรอก ฉันรักของฉันมาตั้งหลายปี ก่อนหน้าเขาไม่ใช่คนแบบนี้ ตั้งแต่ซูเสี่ยวถางเข้ามา จากที่ไม่เคยชักสีหน้าเขาก็ทำ จากที่สนใจฉันอยู่บ้างเขากลับเย็นชาใส่ยิ่งกว่าเดิม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะซูเสี่ยวถางคนเดียว”

หญิงสาวกำหมัดแน่น นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของตนกับโจวเฉวียน ตอนเด็กเธอกับเขาสนิทกันมาก เคยขอให้เขารับปาก ว่าถ้าโตขึ้นแล้วจะต้องแต่งงานกับเธอ

“เอาไว้ให้ฉันโตก่อน ถ้าไม่เจอคนที่ชอบฉันก็จะยอมแต่งงานกับเธอ”

นี่คือคำตอบที่เขาให้ อีกแค่ปีเดียวเธอก็จะเรียนจบ อีกทั้งเขาก็ยังไม่ยอมแต่งงานกับใคร เลยอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเขาคงรอเธอให้ไปเป็นเจ้าสาวของเขา