LNCrawler

ลูกสะใภ้อกตัญญู

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

ลูกสะใภ้อกตัญญู

 

ทางด้านซูถิงตอนนี้อยู่ไม่เป็นสุข ตำแหน่งของผู้เป็นพ่อที่ตนเล็งเอาไว้ถูกพี่สาวแย่งไปแล้ว อีกทั้งพี่เขยยังได้เลื่อนขั้นเป็นผู้พัน ดูเหมือนว่าตั้งแต่กลับมาจากค่ายชีวิตของพี่สาวก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

“แกจะโวยวายทำไม ไม่ใช่ว่ายังมีแม่อยู่ทั้งคนเหรอ รอให้แกเรียนจบมหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยมาทำงานกับฉันก็ยังไม่สาย แต่ทางที่ดีฉันว่าแกควรเรียนที่วิทยาลัยครู มีชามข้าวเหล็กอยู่ในมือปลอดภัยที่สุดแล้ว”

“ไม่ แม่ก็รู้ว่าฉันไม่ได้อยากจะเป็นครู อีกอย่างเป็นครูเงินเดือนน้อย เลื่อนตำแหน่งยาก ไม่เหมือนงานที่พ่อทำ แค่ไม่กี่ปีก็ได้เลื่อนขั้นแล้ว” ซูถิงโวยวาย

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง ในเมื่อพ่อแกอยากจะให้นังเด็กนั่นกลับมาถึงขั้นไปขอลาออกด้วยตัวเอง ฉันสิต้องโวยวายเพราะตอนนี้กำลังรับภาระหาเงินเข้าบ้านคนเดียว” แม่เลี้ยงซูตะคอกใส่ลูกสาว

ถึงสามีจะมีเงินชดเชยตอนเกษียณก็เถอะ แต่เขาไม่ได้แก่ถึงขั้นต้องลาออกจากงาน ยังมีแรงทำงานทำไมถึงได้คิดสั้นตัดอนาคตตัวเอง

“ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ต้องได้ทำตำแหน่งของพ่อ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปร้องเรียน ซูเสี่ยวถางจบแค่ชั้นมัธยมปลาย ตอนนี้ฉันเองก็เรียนจบแล้วเหมือนกัน ทำไมฉันจะเข้าทำงานแทนที่พ่อไม่ได้”

“ไปสิ ไปเลย ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา คิดหรือยังล่ะว่าจะไปซุกหัวนอนที่ไหน” เสียงของพ่อซูดังขึ้น

“พ่อ”

“ทำไมเหรอ คู่หมั้นพี่สาวแกก็ไปแย่งเขามา ยังคิดจะแย่งงานของพี่สาวอีก จิตใจของแกทำด้วยอะไร ปีศาจตนไหนเข้าสิงแกให้กลายเป็นคนขี้อิจฉาจนไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้” พ่อซูขึ้นเสียง

“แม่คะ” ซูถิงหันไปหาตัวช่วย

“เรื่องนี้ฉันจะไม่ยุ่ง พ่อแกพูดถูก ฉันเคยบอกแกไปแล้วว่าให้ตั้งใจเรียน แกคิดว่าใครๆ ก็เข้าเรียนได้เหรอมหาวิทยาลัยน่ะ ถ้าอยากทำงานนักละก็ ฉันจะพาไปสมัครที่โรงงานของฉัน อีกอย่างฉันเคยบอกไปแล้วว่าบ้านนี้แกพึ่งใครไม่ได้เลยสักคนนอกจากฉัน” ประโยคสุดท้ายแม่เลี้ยงซูก็ไม่วายพูดประชดสามี

ไม่แปลกใจว่าทำไมซูถิงถึงได้อิจฉาพี่สาวอยู่ตลอด นั่นก็เป็นเพราะสามีมีอะไรก็มักจะนึกถึงซูเสี่ยวถางก่อนอยู่เสมอ หากเขารักลูกเท่ากันสักนิด บางทีท่านก็อาจจะไม่กลั่นแกล้งลูกเลี้ยงคนนี้ก็ได้

 

ทางด้านซูเสี่ยวถางกำลังเจอปัญหาที่น่ารำคาญใจ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม กงจวิ้นเลยมีเวลาแวะมาที่ทำงานบ่อยๆ ปากก็อ้างว่ามาหาพ่อกง แต่ความจริงแล้วเขามาป้วนเปี้ยนแถวโต๊ะทำงานเธอแทบทั้งวัน

“กงจวิ้น” สุดท้ายเสี่ยวถางก็ทนไม่ไหว

“ว่าไง” เขาขานรับด้วยน้ำเสียงที่มักจะใช้กับเธอสมัยก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนเสี่ยวถางคงใจอ่อนระทวย

“ที่นี่คือที่ทำงาน ไม่ใช่ที่บ้านกรุณาให้เกียรติสถานที่ แล้วก็ให้เกียรติฉันด้วย”

“ถางถาง เธอจะทำงานก็ทำงานไป ฉันไปหมิ่นเกียรติเธอตอนไหน” เขาลอยหน้าลอยตาพูด ทำราวกับว่าเป็นเรื่องปกติที่เขามาที่ทำงานของพ่อ

“ก็ถ้านายไม่มาวุ่นวายกับฉันก็แล้วไปเถอะ อย่าลืมสถานะตัวเอง”

“สถานะไหนล่ะ” เขาถามแบบกวน

“น้องเขย จะให้ฉันช่วยง้อถิงเอ๋อร์ช่วยน่ะก็ย่อมได้ แต่แทนที่นายจะมาตามตื๊อให้ฉันไปช่วยพูดกับเม่ยเมย เจี๋ยคิดว่านายควรจะเอาเวลาไปปรับปรุงตัวเองดีกว่านะ”

เสี่ยวถางเห็นคนกำลังเดินไปพักเที่ยง จึงอาศัยจังหวะนี้พูดเสียงดังให้คนอื่นเข้าใจไปเรื่องอื่น ว่าการที่เขามาวุ่นวายกับเธอเป็นเพราะกำลังทะเลาะกับน้องสาวของเธอ และอยากจะให้ช่วยง้อ

“นี่เธอ” กงจวิ้นถึงกับพูดไม่ออก แต่จะปฏิเสธก็คงทำไมได้ เพราะเขาเองก็ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะมาที่นี่ทุกวัน

“ขอบคุณเจี๋ยที่ช่วยแนะนำ” สุดท้ายชายหนุ่มก็กัดฟันพูด ก่อนจะเดินออกจากที่ทำงานไป

“ไม่ต้องเกรงใจ”

เสี่ยวถางถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอทำงานได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว โจวเฉวียนไม่กลับเข้าบ้านมาหลายวันแล้วเช่นเดียวกัน

“ไปได้เสียที” ป้าเจียงเดินมาที่โต๊ะทำงานของเสี่ยวถาง “เขาไม่ได้มาทำให้เธอลำบากใจใช่ไหม ช่วงนี้สหายกงออกนอกพื้นที่เขาก็เลยกล้าทำ ฉันยังคิดว่าถ้าเขายังลอยหน้าลอยตาอยู่ที่นี่จะโทรไปบอกสหายกงให้กลับมาจัดการลูกชายตัวดี”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้ฉันจัดการได้” เสี่ยวถางตอบยิ้มๆ

“เรื่องอื่นไม่ห่วงหรอก ห่วงก็แต่หลานเขยจะคิดมาก พวกปากอีกาก็เยอะ จัดการเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที” ป้าเจียงมองไปรอบๆ

ที่ท่านกล้าพูดเพราะเป็นคนเก่าคนแก่ที่นี่ ไม่ค่อยมีใครกล้าหือเท่าไหร่นัก ผิดกับซูเสี่ยวถางที่เป็นเด็กใหม่ ยังไงก็ต้องถูกคนอื่นนินทารับน้อง

เสี่ยวถางไม่พูดอะไรต่อ จะออกหน้าว่าสามีไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก เพราะความจริงแล้วเขาค่อนข้างที่ขี้หึงเลยล่ะ เพียงแต่เก็บอาการเก่งก็เท่านั้น

 

ตั้งแต่ซูเสี่ยวถางย้ายมาอยู่ที่ซูโจว ซูถิงกับกงจวิ้นก็ทะเลาะกันบ่อยขึ้น เขาไม่ยอมไปนอนที่บ้านซูกับเธอ แล้วก็ไม่ยอมให้เธอไปนอนที่บ้านกง

“ทำไมฉันถึงไปนอนที่บ้านด้วยไม่ได้” หลายวันมานี้เธอมัวแต่เล่นสงครามประสาทกับพ่อ เพราะอยากนั่งเก้าอี้ทำงานเดียวกับพี่สาว เลยไม่รู้ว่าสามีเริ่มตีตัวออกหากมากขึ้นไปทุกที

“เราสองคนยังไม่แต่งงานกัน อีกอย่างช่วงนี้เธอไม่ต้องอ่านหนังสือสอบหรือไง เรื่องอื่นควรจะเอาไว้ทีหลังนะ เรื่องเรียนต้องมาก่อน”

“ฉันตัดสินใจแล้ว”

“ตัดสินใจอะไร” กวงจวิ้นมองหน้าด้วยสายตาระแวง

“ฉันจะไม่เรียนต่อ แม่กำลังหาตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในโรงงานให้ฉันอยู่”

“เธอบ้าไปแล้วเหรอ มีคนส่งให้เรียนดีๆ ไม่ชอบ ชอบลำบาก แค่วุฒิมัธยมปลายจะไปได้ไกลสักแค่ไหน ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยนะฉันไม่ชอบคบกับคนไม่มีอนาคต” เขารีบตัดบท กำลังหาทางออกกับเรื่องนี้อยู่พอดี

“พูดผิดพูดใหม่ได้นะคะ ได้ฉันแล้วคิดจะเขี่ยฉันทิ้งมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะคะ”

ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลาย รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของซูถิง เขาตาบอดไปชั่วขณะที่มองไม่เห็นด้านนี้ เห็นเพียงความอ่อนหวานที่อีกฝ่ายตั้งใจแสดงออกมาให้เขาเห็นเท่านั้น

“ถิงเอ๋อร์ เมื่อครู่ฉันอาจจะพูดแรงไปสักหน่อย แต่ก็เพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้เธอเอาอนาคตที่เรากำลังจะสร้างด้วยกันไปทิ้งที่โรงงาน”

“วางใจเถอะ เรื่องนี้คุณไม่ต้องห่วงหรอก แม่บอกว่าด้วยวุฒิการศึกษาของฉัน กอปรกับตำแหน่งของแม่มาช่วย อย่างน้อยเงินเดือนก็ไม่ต่ำกว่า 40 หยวน ไม่รวมกับทำงานล่วงเวลาช่วงสิ้นเดือนเพราะอาจจะยุ่งมาก”

พอได้ยินเรื่องเงินเดือนชายหนุ่มก็หูผึ่ง เพราะแม้ว่าบ้านเขาจะไม่ได้ยากจนถึงขั้นขัดสน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยเท่าบ้านซู เพราะพ่อกงทำงานคนเดียว ต่างจากบ้านซูที่ทำงานทั้งผัวทั้งเมีย

“ตอนนี้พ่อฉันลาออกจากงานแล้ว มีแค่แม่ฉันที่ทำงานคนเดียว ฉันเลยอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของทางบ้าน” หญิงสาวถอนหายใจ

“ถิงเอ๋อร์พูดกับฉันพูดได้ แต่อย่าพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังเด็ดขาดโดยเฉพาะที่บ้านของฉัน” กวงจวิ้นเตือนเสียงเข้ม

“ทำไมละคะ” เธอทำหน้างง นึกว่าการที่มีงานทำจะเป็นเรื่องดีเสียอีก

“อย่าลืมว่าเราสองคนหมั้นกันแล้ว อีกอย่างเธอก็เป็นภรรยาของฉัน มีอย่างที่ไหนภรรยาคิดเรื่องหาเงินเข้าบ้านเดิมให้สามีฟัง ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดคิดว่าถิงเอ๋อร์อกตัญญูต่อพ่อแม่สามี” เขาอธิบายอย่างใจเย็นพร้อมทั้งทำท่างอน

ซูถิงได้ยินแบบนั้นก็อึ้ง ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย “จริงด้วย ฉันลืมคิดเรื่องนี้ไปเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไร มีอะไรก็แค่พูดกับฉันก็พอ ถ้าถิงเอ๋อร์มีใจอยากช่วยแบ่งเบาภาระของทางบ้านเดิมย่อมได้ แต่รู้ใช่ไหมว่าจะให้ทั้งหมดเลยนั้นทำไม่ได้”

“ค่ะ ฉันทราบแล้ว” หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ รู้สึกผิดต่อคนรักที่ทำอะไรม่คิด ดีที่เอาเรื่องนี้มาพูดกับเขาก่อน ไม่อย่างนั้นคงถูกมองว่าเป็นคนอกตัญญู

“เด็กดี” กงจวิ้นดึงเธอเข้ามากอด ลูบศีรษะเบาๆ เป็นเชิงปลอบ ในใจกลับยิ้มย่องที่บ้านของเขากำลังจะมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกทาง