LNCrawler

คุ้นชิน

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

คุ้นชิน

 

ใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชั่วโมงกว่าจะมีถึงค่ายพักพิงบนเขา ที่บอกว่าบนเขาเพราะต้องขับรถขึ้นมาบนเขาจริงๆ อีกทั้งยังถูกล้อมรอบด้วยนาขั้นบันได สถานที่ห่างไกลแบบนี้ไม่มีโอกาสที่จะหนีได้

“ฉันนึกว่าเราจะถูกทิ้งที่หุบเขาเสียแล้ว”

“หุบปาก พูดจาไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย” เสี่ยวถางดุหลิวหลิว

เมื่อลงจากรถก็มีเจ้าหน้าที่มาพาไปยังบ้านพัก ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว เปิดประตูเข้าไปก็เป็นห้องนอน ซึ่งแต่ละคนจะได้เตียงนอน ชุดเครื่องนอนแล้วก็ตู้เสื้อผ้า เพียงแค่นอนรวมกัน แล้วก็ห้องน้ำรวม ห้องครัวรวม

“แน่ใจเหรอว่าคือบ้านพัก ที่มันสถานสงเคราะห์ชัดๆ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นสภาพเตียงนอน

“หรือจะออกไปนอนข้างนอก” เสียงทหารนายหนึ่งพูดขึ้น ทำเอาไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ

“ยินดีต้องรับเยาวชน ปัญญาชนทุกท่าน ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการแจกเบี้ยเลี้ยงหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะได้คนละ 20 หยวน ซึ่งสามารถเอาไปซื้อของที่สหกรณ์ร้านค้าได้”

“ไม่ถูกต้อง ในใบรายงานตัวระบุไว้ชัดเจนว่าได้เงินคนละ 250 หยวน”

“ใช่ๆ ของฉันก็มี” จากนั้นทุกคนต่างก็หยิบจดหมายรายงานตัวของตนเองออกมาดู

เจ้าหน้าที่ยังคงยิ้ม รอจนกว่าเสียงเงียบแล้วพูดอธิบายต่อไปว่า “จริงอยู่ว่าทุกท่านจะได้รับเบี้ยเลี้ยงคนละ 250 หยวน แต่ว่าเงินจำนวนหนึ่งถูกแบ่งออกมาเพื่อสร้างบ้านพักหลังนี้ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าของทุกคน”

“ไม่ยุติธรรม”

“ใช่ๆ”

“พวกเราควรได้รับเงินเต็มจำนวนถึงจะถูก ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเราถูกส่งตัวกลับสามารถรื้อเอาของพวกนี้กลับบ้านไปด้วยได้หรือเปล่า”

เจ้าหน้าที่แสยะยิ้ม แล้วตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า “แน่นอนว่าเอาไปไม่ได้ เพราะต้องเก็บไว้สำหรับรุ่นต่อไป แต่ฉันคิดว่าอย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงขั้นนั้นเลยดีกว่านะ เพราะยังไม่มีคำสั่งลงมาเลยว่ากำหนดกลับบ้านที่แท้จริงคือวันไหน”

พอได้ยินแบบนี้ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความกังวล จะมีก็แต่เสี่ยวถางที่ยืนนิ่ง เพราะคำขู่พวกนี้เธอเคยได้ยินมันมาก่อนแล้ว พวกเขาพูดถูกไม่มีใครรู้ว่าต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็แจกเงินคนละ 20 หยวน ข้าวขาว 20 ชั่ง, แป้งอเนกประสงค์ 20 ชั่ง, แป้งสาลี 20 ชั่ง, แป้งข้าวโพด, ธัญพืช 20 ชั่ง, ไข่ไก่ 20 ฟอง, น้ำมันพืช 1 ชั่ง, ผักดอง 1 ไห แล้วก็ถ่านคนละ 1 กระสอบ

เตียงของที่นี่เป็นเตียงเตา จำเป็นต้องใช้ถ่านในการให้ความร้อน เนื่องจากว่าที่นี่อากาศหนาวนานกว่าที่อื่น หลังจากแจกของเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้ทุกคนพักผ่อน

ผู้หมวดหนุ่มยกกระสอบถ่านมาวางไว้ข้างเตียงให้เสี่ยวถาง เขามองหน้าเธอนิ่งๆ เหมือนจะพูดบางอย่างกับเธอ แต่พอเงยหน้าขึ้นสบตา เขากลับเบือนหน้าหนี

“รู้ใช่ไหมว่าของพวกนี้ต้องอยู่ให้ถึงสิ้นปี” เสียงทุ้มต่ำกระซิบถาม

“รู้” เสี่ยวถางพยักหน้าหงึกๆ อย่างจำนนต่อโชคชะตา

“รักษาของให้ดีล่ะ ห้ามแบ่งให้คนอื่นเด็ดขาด” เขากำชับเสียงเครียด

“หึ จะกินเข้าไปก็ยังจะไม่พอเลย จะให้ไปแบ่งใครได้” หญิงสาวแสยะยิ้มเห็นเขาไม่พูดอะไรเธอเลยจัดการเก็บของทุกอย่างเข้าไปในตู้เสื้อผ้าแล้วก็ใส่กุญแจให้เรียบร้อย

ชายหนุ่มยืนกอดอกมองดูจนกระทั่งหญิงสาวเก็บของเข้าตู้เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาถึงเดินไปสำรวจคนอื่นๆ เพราะถ้าหากอยู่กับเธอแค่คนเดียวจะต้องเป็นที่สงสัย

 

หลี่ชิ่วชิงเห็นนายทหารหนุ่มกำลังเดินมาทางตัวเอง จากที่กำลังจะยกกระสอบถ่านเข้าไปเก็บ เรี่ยวแรงก็พลันหายไปเสียดื้อๆ

“สงสัยว่าจะเดินทางไกลนานไปหน่อย เรี่ยวแรงเลยยังไม่มี รบกวนผู้หมวดช่วยยกกระสอบถ่านเข้าไปเก็บในตู้ให้ฉันหน่อยได้หรือเปล่าคะ”

ชายหนุ่มยืนนิ่ง กอดอกจ้องหน้าไปทางหญิงสาวที่แสนบอบบาง ก่อนจะพูดเสียงเรียบว่า “เธอมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน”

คำพูดของเขาทำเอาชิงชิงพูดไม่ออก เธอหันซ้ายหันขวา เห็นทุกคนกำลังมองมาทางตัวเองแล้วก็หัวเราะเยาะอยู่ เลยรีบลากกระสอบถ่านเข้าไปเก็บในตู้โดยเร็ว

จากนั้นเขาก็เดินไปตรวจสอบคนอื่นๆ ต่อ คนอื่นๆ ที่กำลังต่อคิวเพื่อขอความช่วยเหลือบ้างก็รีบยกกระสอบเข้าไปเก็บจนลืมหนัก จะมีก็แต่หลิวหลิวที่ยกไม่ขึ้นจริงๆ

“มาฉันเอง” เสี่ยวถางเห็นแล้วก็ขัดตา จึงช่วยน้องสาวกำมะลอยกกระสอบถ่านเข้าไปเก็บในตู้

“เจี๋ยนี่สุดยอดจริงๆ เห็นบอบบางขนาดนี้นึกว่าจะเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเสียอีก” หลิวหลิวยกนิ้วโป้งส่งให้กับพี่สาว

“เธอน่ะสิเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ต่อไปงานในทุ่งนาหนักกว่านี้อีก ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ อนาคตของเธอคงไม่สดใสแล้วล่ะ”

“เจี๋ย เลิกขู่ได้แล้ว แค่นี้ฉันก็กลัวจะแย่อยู่แล้ว” หญิงสาวพูดเสียงสั่น

เสี่ยวถางได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา เพราะรู้ดีว่าเธอไม่ได้ขู่ หากแต่เป็นความจริงทั้งหมดที่ตนเจอมาในชาติก่อน ทุกคนต่างก็ต้องเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น น้อยมากที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย

คืนนั้นทุกคนถูกเลี้ยงมื้อใหญ่ รวมถึงทหารและเจ้าหน้าที่ที่มาส่งพวกเธอตั้งแต่แรก หลังจากพรุ่งนี้ไปพวกเขาก็จะกลับฐานของตัวเอง และส่งต่อให้คอมมูนดูแลพวกเธอต่อไป

เสี่ยวถางมองอาหารจานใหญ่ อย่างมันฝรั่งผัดต้นหอม ผักกาดดองตุ๋นวุ้นเส้น เกี๊ยวไส้ผักกาดกับต้นหอม แล้วก็ซุปผักกาดดอง รวมถึงข้าวโพดต้ม

คนที่นี่ส่วนใหญ่จะกินแป้งและธัญพืชหยาบเป็นอาหารหลัก จะได้อยู่ท้องแล้วก็อิ่มนาน เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องกินเยอะแล้วก็กินจุมาก

“เยอะขนาดนี้กินสามวันก็ไม่หมด” หลิวหลิวกระซิบข้างหู

เสี่ยวถางไม่พูดอะไร หยิบข้าวโพดต้มจากตะกร้ามา 2 ฝักแล้วก็ยัดใส่เข้าไปในเสื้อกันหนาวของหลิวหลิว แล้วก็ยัดใส่ไปในเสื้อของตัวเองด้วยอีก 2 ฝัก

“เจี๋ย เอามาทำไมเยอะแยะ ฉันไม่ชอบกินข้าวโพด มันท้องอืด”

“เก็บไว้เถอะ แล้วเธอจะขอบคุณฉัน” เสี่ยวถางพูดเสียงเรียบ จากนั้นก็หยิบแผ่นแป้งจี่ขึ้นมากัดกิน ตามด้วยผัดมันฝรั่งต้นหอม

ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนเดียวที่คุ้นเคยกับการกินอาหารพวกนี้ ส่วนคนอื่นๆ หยิบเข้าปากคำสองคำก็วางตะเกียบ

นายทหารหนุ่มเห็นแบบนั้นเขาก็เริ่มสนใจอาหารตรงหน้า ความเร็วในการกินและความจุของทหารนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขากลับกินแบบมีวินัย ไม่เคี้ยวเสียงดัง ไม่กินของเหลือ ไม่นานอาหารตรงหน้าก็หมดเกลี้ยง

“นางหนู ป้าเห็นชอบกินข้าวโพด เอาติดมือไปกินรอบดึกสักหน่อยสิ” ป้าท่านหนึ่งยื่นข้าวโพดมาทางเสี่ยวถาง เล็มมือของท่านเต็มไปด้วยดินโคลน แค่เห็นก็ชวนอาเจียน ทว่าหญิงสาวกลับรับมาด้วยความเต็มใจ

“ขอบคุณค่ะ”

“ตะกละเสียไม่มี รับมาได้ยังไงมือสกปรกขนาดนั้น” หนึ่งในกลุ่มของชิงชิงพูดขึ้น

“หึ ก็คงจะตะกละเหมือนอย่างที่บอกแหละ ในนี้ฉันเห็นมีแค่หล่อนที่กินจนเกือบลืมหายใจ สวยเสียเปล่า”

“เบาหน่อย บางทีที่บ้านของถางเจี๋ยอาจจะคุ้นชินกับอาหารพวกนี้ก็ได้” ชิงชิงพูดขึ้น

แม้ว่าในประโยคของหล่อนจะไม่มีคำไหนที่ต่อว่าหรือดูถูกเสี่ยวถางเลย แต่ความหมายกลับชัดเจนว่าเธอมาจากบ้านนอกจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ได้ดีกว่าคนอื่น

“ใช่แล้ว ฉันเป็นคนง่ายๆ ไม่เลือกกิน ที่สำคัญเลยก็คือขี้เกียจเสแสร้งทำตัวเป็นคุณหนูผู้ดี เพราะถ้ารวยจริงคงไม่มาอยู่ที่นี่หรอก”

ความหมายของเธอก็คือ ถ้าบ้านไหนพอมีเงินหรือมีเส้นสาย ก็ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นเธอมั่นใจว่าคนที่อยู่ตรงนี้กับเธอ ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ต่างจากเธอเท่าไหร่ หรือบางทีอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าเธอเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ถ้าที่บ้านไม่สนับสนุนจริงๆ ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะได้เรียนต่อ

“ไม่มีใครสอนหรือยังไงว่าเวลากินข้าวห้ามคุย" เสียงของผู้หมวดหนุ่มดังขึ้น ทำให้ประโยคสนทนาโต้เถียงจำเป็นต้องจบลงเพียงแค่นั้น