สู้ไม่ได้สักทาง
สู้ไม่ได้สักทาง
วันถัดมาจากที่ตั้งใจจะไปเยี่ยมพ่อแม่สามีตั้งแต่เช้า เสี่ยวถางรู้สึกตัวตื่นก็เกือบสิบโมงเช้าแล้ว กว่าจะออกเดินทางก็น่าจะเที่ยง กว่าจะถึงเซี่ยงไฮ้ก็น่าจะเย็น เห็นทีว่าคงต้องพับแผนกลับเซี่ยงไฮ้ไปก่อน
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจก็คือโจวเฉวียน เขานอนคว่ำหน้าเปลือยท่อนบน แขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวของเธอเอาไว้ ปกติเขาไม่ใช่คนตื่นสาย
“อือ ตื่นแล้วเหรอครับ” โจวเฉวียนงัวเงียเงยหน้าขึ้นมามอง เพราะรู้สึกตอนคนในอ้อมกอดขยับตัว
“อือ สายแล้วด้วยค่ะ” เธอหันไปมองนาฬิกาข้อมือของเขาที่ถอดวางไว้ข้างเตียง
“ช่างเถอะ ขอนอนต่ออีกหน่อย” ไม่พูดเปล่า แต่ยังนอนตะแคง รวบตัวภรรยาเข้าไปกอด คลอเคลียอยู่แบบนั้นจนกระทั่งน้องชายตื่น
“ฉะ ฉันไม่ง่วงแล้ว” เสี่ยวถางเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้
“งั้นทำอย่างอื่นดีไหมครับ”
สุดท้ายก็จบลงด้วยการถูกสามีจับกินตั้งแต่เช้า จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีในช่วงบ่าย มองหาคนข้างๆ เขาก็ไม่อยู่แล้ว เธอเลยลุกขึ้นจัดการธุระส่วนตัวของตัวเอง
วันหยุดทั้งทีแทนที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น แต่โจวเฉวียนกลับขังเธอให้อยู่แต่ในห้องและบนเตียง สุดท้ายทนไม่ไหวเลยหาเรื่องชวนเขาออกไปข้างนอก ก่อนที่ขาทั้งสองข้างของเธอจะยืนไม่ไหว
“เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านพ่อไหมคะ” จากที่ทำงานไปบ้านของพ่อซูไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก
“เอาสิ ผมซื้อของจากเมืองหลวงมาฝากท่านด้วย” โจวเฉวียนพยักหน้ารับ ก่อนจะหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ ตัวเขาก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะหื่นกามมากขนาดนี้ จนกระทั่งตอนที่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง
ก่อนจะไปเสี่ยวถางก็โทรไปถามพ่อซูก่อน เผื่อว่าท่านจะออกไปสมาคมกับเพื่อนข้างนอก แต่โทรไปแล้วท่านบอกว่าอยู่บ้านก็เลยจะแวะซื้ออาหารที่ร้านไปกินที่บ้าน
ใช้เวลาเดินทางแค่ 15 นาทีก็มาถึงบ้านซู ทุกคนต่างอยู่กันพร้อมหน้ารวมถึงกงจวิ้น เขาดูดีจากแต่ก่อนมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าการแต่งตัว หรือแม้แต่นาฬิกาข้อมือที่ใส่
“มากันแล้วเหรอ ซีเอ๋อร์มารับอาหารจากพี่เขยไปใส่จานสิ” พ่อซูบอกลูกสาวคนเล็ก
“ไม่ละคะ วันนี้เงินเดือนออก ฉันตั้งใจจะพาพ่อกับแม่ออกไปกินข้าวข้างนอก เจี๋ยกับพี่เขยก็ไปด้วยกันสิคะ อาหารที่ซื้อมาก็เก็บไว้ก่อนได้ ร้านนี้จองยากมากนะคะ เป็นร้านเพิ่งมาเปิดใหม่ได้ไม่นาน เห็นว่าย้ายมาจากเซี่ยงไฮ้” ซูถิงพูดขึ้น ตอนนี้เธอทำงานมีเงินเดือนแล้ว ไม่จำเป็นต้องประหยัดอีกต่อไป
“ใช่ร้านนี้หรือเปล่า” เสี่ยวถางยกถุงอาหารที่มีชื่อร้านให้ดู
“ใช่ ร้านนี้แหละ” ซูถิงพยักหน้ารับ แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง เพราะตนเพิ่งบอกไปว่าจองยาก แต่พี่สาวกลับหิ้วมาจนเต็มมือ
“ก็ไม่เห็นจะยากตรงไหนนี่ ถ้าจะไปกินร้านนี้ก็ไม่ต้องไปหรอก เอาของพวกนี้ไปจัดจาน” เธอเป็นฝ่ายยื่นให้ซูถิงเอง
ซูถิงกำลังจะพูดต่อ แต่ถูกแม่เลี้ยงซูห้ามเอาไว้ ท่านเองก็ไม่อยากให้ลูกสาวใช้เงินมือเติบขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าพอซูถิงได้ทำงานแล้วจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
อาหารแต่ละอย่างที่โจวเฉวียนเลือกมีแต่ของราคาแพงทั้งนั้น นอกจากนั้นก็ยังมีของบำรุงมาฝากจากเมืองหลวง เรียกได้ว่าเขยใหญ่คนนี้เอาใจใส่พ่อตามากทีเดียว
“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน พี่เขยทำงานมีเงินเดือนแล้ว รอให้กงจวิ้นเรียนจบเขาก็จะซื้อของที่ดีกว่านี้มาบำรุงพ่อแม่เหมือนกัน” ซูถิงแก้ต่างให้สามี
“ใช่แล้วครับ อีกแค่เทอมเดียวก็จะเรียนจบแล้ว” กงจวิ้นรีบพยักหน้าคล้อย กลัวเสียหน้า
“แล้วนี่รู้หรือยังว่าจะถูกจัดให้ไปลงที่ไหน” แม่เลี้ยงซูถามลูกเขยเรื่องงานที่จะทำหลังเรียนจบ
นักศึกษามหาวิทยาลัยเรียนจบมาไม่ต้องออกไปหางานทำเอง แต่ทางรัฐจะจัดหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้ โดยคัดเลือกจากเกรดและความสามารถอีกที
“ยังไม่มีประกาศออกมาชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะเข้าทำงานกับสถาบันการเงินแห่งชาติได้ครับ” กงจวิ้นยืดอกภูมิใจ เป็นที่ทราบกันดีว่าใครที่ทำงานเกี่ยวกับการเงินมักจะก้าวกระโดดกว่าแผนอื่นๆ
“อืม พยายามเข้านะ” แม่เลี้ยงซูได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าพอใจ ไม่ได้ลูกเขยทหารแล้วอย่างไร ถ้าหากกงจวิ้นเข้าทำงานที่สถาบันการเงินได้ อนาคตต่อไปของลูกสาวท่านยังต้องเป็นห่วงอีกเหรอ
เสี่ยวถางสนใจอาหารในถ้วยข้าวตัวเอง ไม่แม้แต่จะสนใจฟังคำอวดเบ่งของกงจวิ้น เธอไม่แปลกใจถ้าหากเขาจะเข้าทำงานที่นั่นได้ เพราะเขาเองก็ถือว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง เพียงแต่ถ้าหากเขาเข้าทำงานที่นั่นได้แล้วยังจะมองซูถิงอยู่หรือเปล่าเรื่องนี้ก็ยังต้องดูกันต่อไป
การมากินข้าวบ้านเดิมของเสี่ยวถางจบลงด้วยการฟังซูถิงพูดจาโอ้อวดเรื่องเงินเดือน เสื้อผ้า แล้วก็ข้าวของราคาแพงต่างๆ ที่ซื้อมาสนองตัณหาของตัวเอง ขณะที่ซูเสี่ยวถางมีรายได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนของตัวเองในแต่ละเดือนที่สูงถึง 50 หยวน เงินเดือนของสามี สองเดือนที่ผ่านมาเขาออกปฏิบัตินอกพื้นที่ตลอด สองเดือนรวมกันได้มาเกือบสองพันหยวน ไม่รวมรายได้จากการขายของตลาดมืดตั้งแต่มาทำรายได้ไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นหยวน
เธอก็ยังคงใช้ชีวิตปกติ ใส่เสื้อผ้าตามท้องตลาดทั่วไป กินอาหารที่โรงอาหารเพราะไม่ต้องเสียเงิน สรุปแล้วในแต่ละเดือนใช้เงินไม่ถึง 10 หยวน ต่างจากน้องสาวที่ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่เหลือเก็บ
ส่วนโจวเฉวียนฟังน้องสาวภรรยาพูดแล้วก็รู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมภรรยาถึงยอมให้อีกฝ่ายพูดจาทับถม ทั้งที่อีกฝ่ายเงินเดือนแค่นั้นยังจะกล้ามาอวดเบ่ง ทั้งที่เงินเดือนของหล่อนทั้งเดือนยังไม่เท่าเงินพิเศษที่เขาออกปฏิบัตินอกพื้นที่ที่เขาได้รับเลยด้วยซ้ำ
“ทำไมทำหน้าบูดแบบนั้นละคะ” อากาศดีเธอเลยชวนสามีเดินกลับบ้าน จะได้เป็นการเดินย่อยอาหารไปในตัว
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ทำไมคุณถึงไม่พูดอะไรเลย ปล่อยให้น้องสาวพูดจาโอ้อวดอยู่คนเดียว” ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว คนอื่นดูแคลนเขาไม่เป็นไรหรอก แต่จะมาดูถูกภรรยาของเขาไม่ได้ หล่อนเป็นถึงภรรยาผู้พันเชียวนะ
“หึ ทำไมฉันต้องอวดกับคนประเภทนั้นด้วยละคะ ในเมื่อหล่อนสู้อะไรฉันไม่ได้สักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ฐานะทางสังคม หรือแม้แต่สามีหล่อๆ” ไม่พูดเปล่า แต่ยังเอื้อมมือไปลูบใบหน้าหล่อเหลาของเขาอีกด้วย
“อืม ก็จริงแค่ผมคนเดียวก็กินขาดแล้ว น้องเขยคุณชื่อกงจวิ้นสินะ ใช่คนเดียวกับที่บอกว่าเป็นคู่หมั้นคุณหรือเปล่า”
“คุณรู้” เสี่ยวถางชะงัก เธอเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขาจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า แต่ไม่เห็นเขาพูดอะไร ก็เลยปล่อยเนียนไหลตามน้ำไป
“อืม คุณเป็นคนบอกผมเอง” เขาหยุดเดิน ก่อนจะจับมือเล็กที่กำลังทาบหน้าเขาอยู่ขึ้นมาจูบเบาๆ
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าบอกเรื่องนี้กับเขาไปตอนไหน แต่ก็ไม่ปล่อยให้เขาคิดไปไกล เล่าเรื่องที่เกิดระหว่างเธอกับสองคนนั้นให้ฟังอย่างละเอียด
“ผมดูออกว่าเขาเสียดายคุณ” โจวเฉวียนพูดเสียงเรียบ ทว่าปลายประโยคติดจะหงุดหงิดอยู่สักหน่อย
“แล้วคุณดูออกด้วยหรือเปล่าว่าฉันไม่ได้สนใจเขาแล้ว”
“ผมรู้ แล้วก็รู้ด้วยว่าคุณกำลังเป็นกังวลว่าผมจะคิดมาก ไม่ต้องห่วงหรอก คนอย่างกงจวิ้นไม่มีอะไรสู้ผมได้สักอย่าง แล้วทำไมผมจะต้องกังวลด้วยล่ะ”
คนที่อันตรายอย่างเจี้ยนกั๋วเขาก็ยังเอาชนะมาได้ นับประสาอะไรกับผู้ชายธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากคำคุยอย่างกงจวิ้น
น่าแปลกที่คนแบบนี้สาวๆ มักจะชอบ อาจจะเพราะอีกฝ่ายเป็นคนปากหวาน ทำให้เข้ากับคนง่าย ต่างจากเขาที่แข็งกระด้างทั้งข้างนอกแล้วก็ข้างใน ถ้าไม่ใช่ถางถางเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถโอนอ่อนให้ผู้หญิงคนอื่นได้เท่าเธอหรือเปล่า