LNCrawler

ปล่อยลูกไปมีชีวิต

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

ปล่อยลูกไปมีชีวิต

 

เช้าวันถัดมา ซูเสี่ยวถางก็ยกน้ำชาให้กับพ่อแม่สามี พวกท่านรับน้ำชาขึ้นมาดื่มจนหมดถ้วย เท่ากับว่าตอนนี้ซูเสี่ยวถางเป็นสะใภ้บ้านโจวอย่างสมบูรณ์แล้ว

“ตกลงว่าเรื่องย้ายไปทำงานที่สำนักงงานเซี่ยงไฮ้ว่ายังไง แม่พอรู้จักคนข้างในนั้น พวกเขาพร้อมที่จัดการให้ทุกเมื่อ” แม่โจวถามขึ้น

“เอาไว้ก่อนดีกว่าครับ ผมกับถางถางเรายังไม่ได้คิดเรื่องนี้”

“ทำไมถึงไม่คิด ผู้พันแกเป็นคนคิดน้อยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คิดเหรอว่าจะย้ายเข้าเมืองใหญ่ได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีเส้นสายน่ะฮะ” แม่โจวเริ่มไม่พอใจคำตอบของลูกชาย

“แม่ครับ ถางถางเป็นภรรยาของผม ยังไงรายชื่อเธอก็ต้องถูกย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านพักในค่ายทหารอยู่แล้ว ส่วนเรื่องย้ายไปอยู่บ้านที่เซี่ยงไฮ้ผมเดินทางไม่สะดวกจริงๆ อยู่ที่นี่เราสะดวกกว่า”

“พวกแกสะดวกแล้วพวกฉันสองเฒ่านี่ล่ะใครจะดูแล เป็นเพราะฉันตามใจแกมากไปหรือเปล่านะถึงได้เป็นแบบนี้ อย่าคิดว่าเป็นถึงผู้พันแล้วแม่จะไม่กล้าตีแกนะ ตราบใดที่แกยังเรียกฉันว่าแม่ ฉันก็มีสิทธิ์ลงโทษลูกที่ไม่เชื่อฟังได้” แม่โจวพูดเสียงเข้ม มองค้อนลูกชายที่ไม่เชื่อฟัง

ซูเสี่ยวถางได้แต่นั่งนิ่ง เถียงไม่ออกจริงๆ เพราะดูเหมือนว่าตามธรรมเนียมแล้วก็ควรจะเป็นแบบนั้น แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือ ทำไมแม่โจวถึงเร่งให้เธอไปบ้านที่เซี่ยงไฮ้นัก ทั้งที่ท่านก็มีคนงานคอยช่วยทำงานบ้าน ไม่ได้ลงมือทำเองสักหน่อย

“ค่อยว่ากันเถอะครับ ตอนนี้เอาตามนี้ไปก่อน ขอตัวนะครับ จองคิวกับสำนักงานเขตเอาไว้ว่าจะไปจดทะเบียนช่วงสาย” พูดจบก็จูงแขนภรรยาออกจากบ้านพักไป ทิ้งให้แม่โจวนั่งหน้าบูดอยู่กับพ่อโจวเพียงลำพัง

“เฮอะ มันคิดว่าพ่อกับแม่มันกินหญ้าเหรอ ปีใหม่สำนักงานที่ไหนจะเปิดให้” แม่โจวพูดขึ้นอย่างรู้ทัน

 

ระหว่างที่เดินลงมาจากบันได เสี่ยวถางไม่ได้ขัดขืน แต่ว่าอากาศหนาวกินไป ทั้งเธอและเขามีเพียงเสื้อไหมพรมแขนยาวคอเต่า พอลงมาชั้นล่างไอเย็นก็ปะทะที่ใบหน้าจนแสบผิว

“เราจะไปที่ไหนกันคะ”

โจวเฉวียนชะงักเมื่อได้ยินคำถามนี้ “ขอโทษครับ ผมรีบไปหน่อยก็เลยลืมหยิบเสื้อกันหนาวมาให้ ขึ้นรถก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ”

เสี่ยวถางพยักหน้า ตอนนี้พาเธอไปไหนก็ได้ขอแค่อุ่นก็พอ โจวเฉวียนพาเธอมากินมื้อเช้าที่ร้านอาหาร แต่หลังจากกินเสร็จแล้วทั้งสองคนกก็มองหน้ากันไปมา วันหยุดคนเยอะ ไปที่ไหนก็เบียดเสียด

โจวเฉวียนถอนหายใจยาวออกมา “วันหยุดเคยแต่ดูแลความเรียบร้อย พอหยุดเองกลับไม่ชินแฮะ” เขาเกาท้ายทอยแก้เขิน จนใจที่ไม่รู้จะพาภรรยาไปไหน

“งั้นฉันพาคุณเที่ยวเองค่ะ”

เสี่ยวถางพูดยิ้มๆ ก่อนจะเดินไปที่ร้านขายเสื้อกันหนาว ก่อนจะซื้อให้เธอกับเขาคนละตัว โชคดีที่ในระบบมีเงินกับคูปองผ้า ไม่อย่างนั้นทั้งเธอและเขาได้แข็งตายกันข้างนอกแน่

สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน เดินเที่ยวเล่นในเมือง เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโจวเฉวียนที่บังคับให้เธอซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งครีมบำรุงผิว

เสี่ยวถางอยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก เพราะในระบบมินิมาร์ทของเธอนั้นมีครีมดีๆ ให้ใช้ตั้งเยอะแยะ ไม่จำเป็นเลยที่เธอต้องมาเสียเงินซื้อครีมพวกนี้ เลยเปลี่ยนจากซื้อให้ตัวเองเป็นซื้อไปฝากแม่สามีแทน เผื่อว่าท่านจะอารมณ์ดีขึ้น

“คุณคิดดีแล้วเหรอคะที่จะไม่ให้ฉันย้ายไปเซี่ยงไฮ้ดูแลพ่อแม่คุณ ฉันไปได้นะคะ”

โจวเฉวียนหันมามองหน้าคนปากแข็งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ไม่ผมเอาแต่ใจมาตั้งแต่ไหนแต่ไร รอให้ท่านคิดได้อีกหน่อยก็จะเลิกพูดไปเอง ตอนนี้น่าจะมีคนมาเป่าหูอะไรท่านอีกแน่ๆ” เขาพูดขึ้นอย่างรู้ทันผู้เป็นแม่

“คุณหมายถึง หยางจื่อเหรอคะ”

“จือจือเป็นเด็กฉลาด พูดจามีเหตุผลแม่ก็เลยชอบ อีกทั้งยังทำตัวอยู่ในขอบเขตมาตลอด ถ้าเกิดเธอพูดเรื่องนี้จริงก็มีความเป็นไปได้มากที่แม่จะเชื่อ”

“แล้วแบบนี้ต้องทำยังไงดีละคะ หล่อนอยู่กับคุณแม่ที่บ้าน ส่วนฉันกับคุณอยู่ไกล นานๆ กลับบ้านที แบบนี้ก็เสียเปรียบแย่สิ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน รู้สึกไม่ชอบใจที่มีคนมาเป่าหูแม่สามี

“พวกเราทำอะไรไม่ได้หรอกครับ แม่จะต้องรู้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ต้องห่วงหรอก มีพ่อคอยเตือนสติอยู่ อีกเดี๋ยวท่านก็คิดได้”

 

ทางด้านแม่โจวตอนนี้กำลังถูกพ่อโจวเทศนาจริงๆ ไม่บ่อยนักที่ท่านจะตำหนิภรรยา ส่วนมากแล้วจะเป็นแม่โจวมากกว่าที่ชอบบ่น ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปของสามีภรรยา ที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายพูดมากกว่าผู้ชาย

“คุณทำแบบนี้รู้ตัวหรือเปล่าว่าทกำลังทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ทั้งที่หล่อนเพิ่งแต่งงานเข้ามายังไม่วัน คุณก็แผลงฤทธิ์เป็นแม่สามีใจร้ายเสียแล้ว”

“ฉันเปล่าสักหน่อย ถ้าฉันใจร้าย บนโลกนี้ก็ไม่มีใครใจดีแล้วละค่ะ” แม่โจวไม่ยอมรับว่าท่านกำลังเป็นแบบนั้น

“หึ ถ้างั้นก็ต้องปล่อยให้ลูกๆ ได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง คุณจะอยากได้คนดูแลไปทำไม ในเมื่อผมไม่เคยปล่อยให้คุณลำบาก หรือว่าคุณลำบาก”

“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันสบายดี แต่ว่าบ้านไหนๆ แต่งลูกสะใภ้เข้ามาก็ต้องดูแลพ่อแม่สามีไม่ใช่เหรอคะ ฉันแต่งกับคุณก็ยังจ้องมาอยู่ที่บ้านกับคุณแม่คุณเลย”

“นั่นเพราะผมต้องไปประจำการที่ชายแดนน หรือคุณจะไปลาดตระเวนบนเชิงเขากับผมล่ะ” พ่อโจวส่ายหน้าเมื่อภรรยาเร่ิมเถียงข้างๆ คูๆ

“นี่ฉัน ทำเกินไปอีกแล้วเหรอคะ” แม่โจวพูดเสียงอ่อย

“เกินไปมากเลยล่ะ สังเกตหรือเปล่าว่าพ่อสะใภ้หน้าหงอย ทั้งที่เป็นงานแต่งของลูกสาวตัวเองแท้ๆ กลับไม่สดใสเท่าที่ควร ก็เพราะคุณไปพูดเรื่องนี้แหละ ลองคิดดูว่าเขาจะรู้สึกยังไง ในเมื่อยอมลาออกเพื่อสละตำแหน่งให้ลูกสาว แต่สุดท้ายแล้วกลับมาทางเลือกใหม่อย่างเช่นลาออกไปอยู่บ้านดูแลพ่อแม่สามี"

“ฉันก็ไม่ได้ให้ลาออกนี่คะ แค่ให้ย้ายไปเซี่ยงไฮ้ คุณก็รู้ว่าที่บ้านเรากว่าที่นี่เป็นไหนๆ อีกอย่างอยู่ที่นั่นโอกาสก้าวหน้าก็มีมากกว่าเห็นๆ”

“เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เราเคยออกปากว่าจะพาลูกสาวของเขากลับบมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ทำไม่สำเร็จ คิดเหรอว่าครั้งนี้พวกเขาจะเชื่อ” พ่อโจวพูดขึ้นอย่างเหนื่อยใจ

“หมายความว่า คำพูดของฉันตอนนี้ไม่น่าเชื่อถือเหรอคะ” แม่โจวทำหน้าตกใจแกมน้อยใจ

“ไม่ใช่แบบนั้น ผมหมายความว่า พวกเขาไม่รู้ว่าที่เซี่ยงไฮ้พวกเราเป็นยังไงถูกไหม เพิ่งเคยเจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง อีกอย่างตำแหน่งของซูเยี่ยนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย เขาเป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานเขตเชียวนะ” พ่อโจวอดชื่นชมพ่อของลูกสะใภ้ไม่ได้

“คุณอย่าพูดวกไปวนมาได้ไหมคะ ช่วยสรุปสั้นๆ ให้ฉันเข้าใจทีเถอะค่ะ”

"สรุปสั้นๆ เลยก็คือ คุณไม่ควรไปตั้งความหวังกับลูกมากเกินไป ลูกแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เขาไม่ผิดที่จะเลือกครอบครัวก่อน ส่วนคุณก็ยังมีผมเป็นคนในครอบครัว ยังจะต้องการใครไปเพิ่มอีก ลูกสะใภ้เองก็อายุยังน้อย คงยังไม่คิดเรื่องมีลูกเร็วๆ นี้หรอก ไหนๆ ก็รอมาหลายปีแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

อีกเรื่องที่อยากจะขอ คือเลิกหูเบาเชื่อคนอื่นง่ายสักที ความในอย่านำออก ความนอกอย่าเอาเข้ามาให้คนในทะเลาะกัน" แม่โจวเตือนเสียงเข้ม แม้ว่าท่านจะไม่พูดแต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ใครเป็นต้นคิด

“คุณรู้”

“ผมอยู่กับคุณเกินครึ่งชีวิต ทำไมจะไม่รู้นิสัยของภรรยาตัวเอง จือจือเด็กคนนี้ให้มาที่บ้านน้อยลงหน่อยก็ดี”

คำเตือนที่ไม่เหมือนคำเตือนของพ่อโจว แต่กลับเป็นการยื่นคำขาดเรื่องของจือจือ เพราะตัวแม่โจวเองก็ไม่รับประกันว่าหากเกิดเรื่องขึ้นอีก หยางจื่อคนนี้จะสามารถมาเหยียบบ้านโจวได้อยู่อีกหรือเปล่า

 

 

แม่จะเลิกหูเบากี่โมง แรกๆ เหมือนจะดี นี่เป็นไง เล่นตัวเองก่อนเลย ฮิๆ พ่อแม่ใครเป็นแบบนี้บ้าง แม่ไรท์เคยเป็น อาการหวงลูก อยากให้อยู่ด้วย อารมณ์ประมาณว่าเคยวางแผนทุกอย่าง ไม่เคยออกนอกกรอบเลย พอแต่งงานก็อยากใช้ชีวิตคู่บ้าง แต่ปัญหาร้อยแปดก็เริ่มเข้ามาหลังจากแต่งงานนี่แหละ เฮ้อ