สูงกว่า
สูงกว่า
หลังจากวันนั้น หลินชิงเหอก็ไม่มายุ่งวุ่นวายกับซูเสี่ยวถางอีกเลย เย็นวันหนึ่งโจวเฉวียนไม่ได้ออกปฏิบัตินอกพื้นที่ เธอเลยชวนเขาไปกินมื้อเย็นที่บ้านพ่อซู ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะถามข่าวของซูถิงว่าเป็นอย่างไรบ้าง
“ถิงเอ๋อร์ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกสักพักแล้วล่ะ บอกว่าที่นี่ไกลจากโรงงานเดินทางไม่สะดวก” พ่อซูตอบยิ้มๆ ทว่ารอยยิ้มกลับไม่ส่งไปถึงดวงตา
“ไม่ใช่ว่าแม่ก็ทำงานที่เดียวกับถิงเอ๋อร์เหรอคะ”
“ไม่แล้วล่ะ ถิงเอ๋อร์ได้งานเอกสารในค่ายทหาร ได้ยินว่าเพิ่งบรรจุเป็นคนของทางการเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง”
เสี่ยวถางมองหน้าโจวเฉวียน แต่เขากลับส่ายหน้าแทนคำตอบ เชื่อแล้วว่าเขาไม่ได้สนใจน้องสาวต่างแม่ของเธอจริงๆ ถึงขั้นที่ว่าน้องสาวของภรรยาทำงานใต้จมูกของเขาแต่เขากลับไม่รู้
“น้องสาวเก่งจังเลยนะครับ ถึงจะเป็นแค่งานเอกสารแต่ก็ใช่ว่าจะเข้ากันได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีเส้นสายหรือคนรู้จัก” โจวเฉวียนพูดขึ้นบ้าง
พ่อซูมองหน้าลูกเขย ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบเอาไว้ “อืม ได้ยินว่าเป็นคนรู้จักของแม่ถิงเอ๋อร์ที่แนะนำให้ เห็นว่าทำงานที่โรงงานคล่องแคล่ว เรียนรู้ได้เร็ว อยากจะสนับสนุน”
“กงจวิ้นละคะ พักนี้ฉันไม่เห็นเขาเลย ไหนๆ ก็เรียนจบกันหมดแล้ว มีคุยเรื่องแต่งงานบ้างหรือยัง” เสี่ยวถางถามถึงสามีของน้องสาว
พ่อซูได้ยินแล้วก็ถอนหายใจ ยกเหล้าเหมาไถที่ลูกเขยซื้อให้ขึ้นดื่มย้อมใจ ก่อนจะพูดอย่ากล้ำกลืนว่า “อาจวิ้นไปเซี่ยงไฮ้แล้วล่ะ”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“พ่อเองก็ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของหนุ่มสาวสมัยใหม่นักหรอกนะ แต่เขาบอกว่าชวนถิงเอ๋อร์ย้ายไปหางานทำด้วยกันที่เซี่ยงไฮ้แล้ว แต่คนของเราปฏิเสธ บอกว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้มั่นคงกว่างานธนาคารเอกชนที่อาจวิ้นทำ มีปากเสียงกันใหญ่โตเลยล่ะ สุดท้ายได้ข้อสรุปว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป ถางถางพวกเขาบอกพ่อแบบนี้ลูกคิดว่ามันหมายความว่ายังไงเหรอ”
เสี่ยวถางมองหน้าผู้เป็นพ่อ ไม่แปลกใจเลยทั้งที่ไม่ได้เจอหน้ากันแค่ไม่นาน แต่ทำไมท่านถึงดูแก่ลงหลายปี ที่แท้ก็คิดมากเรื่องลูกสาวคนเล็กอยู่นี่เอง
“อืม ในเมื่อพวกเขาคุยกันแล้วก็แล้วไปเถอะ โตๆ กันแล้ว พูดอะไรมากไม่ได้หรอก” เสี่ยวถางบอกเป็นนัยให้พ่อซูปลง
กงจวิ้นเองก็มีความฝันของเขาที่อยากเข้าทำงานที่สถาบันการเงิน เขาเป็นลูกชายคนเดียว แบกความฝันและความหวังของบ้านกงเอาไว้ ไม่มีทางที่จะยอมทิ้งงานดีๆ แบบนั้นเพื่ออยู่กับซูถิงที่นี่
ส่วนซูถิงก็กำลังอยู่ในช่วงเห่อของใหม่ เด็กสาวที่อ่อนต่อโลก รู้จักเพียงแค่กงจวิ้น พอได้เปิดโลกถึงรู้ว่าผู้ชายบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่กงจวิ้นไหนเลยจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ
ถ้ามู่ชิงไป๋ไม่มีครอบครัวก็แล้วไปเถอะ ที่เขามีทั้งลูกและเมียที่เลี้ยงพ่อแม่เขาอยู่ที่บ้าน ผู้ชายที่ไหนจะเลือกผู้หญิงคนอื่นมากกว่าลูกชายของตัวเอง อย่างมากก็เป็นได้แค่ผู้หญิงแก้เหงาแทนเมียของเขาที่อยู่ไกลก็เท่านั้น
แต่กับซูถิงนี้เธอไม่แน่ใจว่าหลงรักมู่ชิงไป๋ด้วยหรือเปล่า เพราะมั่นใจว่ายังไงแม่เลี้ยงซูก็ต้องคอยกับกำลูกสาวอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ไม่อย่างนั้นท่านจะยอมให้ลูกสาวลาออกจากงานที่โรงงาน ทั้งที่ได้เงินเดือนดีกว่าไปทำงานเอกสารที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าถึงสามส่วนได้ยังไง
หลังจากพูดคุยปลอบใจพ่อซูให้หายเหงาบ้างแล้ว ซูเสี่ยวถางกับสามีก็กลับบ้านพัก ระหว่างที่ซ้อนท้ายจักรยานของเขาอยู่นั้นก็นึกถึงสีหน้าอมทุกข์ของผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดเวลา
“ผมกำลังคิดว่าช่วงที่ผมออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ อยากให้พ่อตามาอยู่เป็นเพื่อน คุณคิดว่ายังไงครับ”
“อือ แล้วแต่คุณเลยค่ะ”
เสี่ยวถางกระชับแขนที่กอดรอบเอวของเขาแน่น อากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิตอนกลางคืนเย็นนิดๆ ทว่าเธอกลับรู้สึกอบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจ
คนอย่างโจวเฉวียนไม่มีคำปลอบใจ คำพูดหวานซึ้งให้ฟัง หากแต่เป็นการกระทำล้วนๆ ที่ทำให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ชายอบอุ่นมากแค่ไหน
หลายวันผ่านไปโจวเฉวียนก็ไปรับพ่อตามาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาด้วยตัวเอง เรื่องที่เขาต้องไปออกไปปฏิบัติหน้าที่นานถึงหนึ่งเดือนนั้นเป็นเรื่องจริง และข้ออ้างนี้ก็สมเหตุสมผลที่ทำให้พ่อซูใจอ่อนยอมมาอยู่เป็นเพื่อนลูกสาว
ท่านย่อมเป็นห่วงและอยากมาอยู่กับลูกสาวอยู่แล้ว แต่เพราะเกรงใจลูกเขย อีกทั้งยังอยากเว้นพื้นที่ให้พวกเขาได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน แต่พอลูกเขยพูดแบบนั้นท่านก็ไม่ลังเล เก็บข้าวของตามลูกเขยมาทันที
“มีพ่ออยู่กับถางถางผมก็เบาใจ”
“อืม ไม่ต้องห่วงหรอก ลูกเขยไปทำงานอย่างสบายใจเถอะ ทางนี้พ่อจะดูแลเอง” พ่อซูตบไหล่ลูกเขยให้เขาวางใจ
“ดูแลตัวเองด้วยนะคะ” เสี่ยวถางเดินมาส่งสามีที่หน้าประตู ก่อนที่เขาจะจูบลงที่หน้าผากเนียนเบาๆ
“เข้าบ้านเถอะ ผมจะรีบกลับมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความรักและอาวรณ์ ใครจะไปคิดว่านายทหารกล้าจะมีช่วงเวลาอาลัยอาวรณ์สาวกับเขาด้วย
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เสี่ยวถางก็ดูแลพ่อซูอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ตอนเช้าก็ชวนท่านไปเดินออกกำลังกายก่อนแล้วค่อยไปทำงาน เลิกงานมาท่านก็ทำอาหารอร่อยๆ ไว้รอ แม้ว่าจะรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง แต่ละอย่างที่ลูกสาวซื้อมาล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบชั้นยอดทั้งนั้น
ทางด้านซูถิงตอนนี้คล้ายคนกำลังเหลิง มู่ชิงไป๋หลงเธอหัวปักหัวปำ จากตอนแรกที่ตกลงว่าจะคบกันแก้เหงา เพราะต่างคนต่างก็มีคนของตัวเอง กลับกลายเป็นว่าอยากจะครอบครองเขาไว้คนเดียว
“ฉันรู้สึกว่าแกชักจะเอาใหญ่แล้วนะ” แม่เลี้ยงซูเยี่ยมลูกสาว
ตอนนี้ท่านกำลังทำอาหารอยู่ในครัวกับลูกสาว ส่วนมู่ชิงไป๋ก็นั่งรออยู่ที่ห้องนั่งเล่น แน่นอนว่าท่านรับรู้เรื่องราวของทั้งสองคนมาโดยตลอด
“แม่”
“แกอย่าลืมว่าทางนั้นมีลูกมีเมียแล้ว ในเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็ควรถอยออกมา แล้วมองหาคนที่สูงกว่า”
มู่ชิงไป๋ตำแหน่งยังไม่สูงเท่าโจวเฉวียน แม้ว่าจะเข้ามาพร้อมกัน แต่เขาก็ยังตามหลังโจวเฉวียนอยู่สองก้าว นั่นจึงเป็นเรื่องที่แม่เลี้ยงซูยอมไม่ได้
“คนแถวนี้รู้กันหมดส่วนฉันกับชิงไป๋คบกัน แล้วจะให้ฉันไปหาใครที่ไหนอีก” ซูถิงไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ก็ยังฟังที่ผู้เป็นแม่แนะนำ
“แกมันจะไปรู้อะไร พวกคนใหญ่คนโตก็ต้องมีดอกไม้สดๆ ประดับบารมีด้วยกันทั้งนั้น ส่วนดอกไม้เหี่ยวๆ ก็เอาไว้ที่บ้านกินเงินเดือนนิดๆ หน่อยๆ แกน่าจะรู้ว่ารายได้ไม่ได้เข้ามาทางเดียว ไม่งั้นโจวเฉวียนจะมีเงินสินสอดมากมายขนานั้นได้ยังไง”
“แม่เลิกเปรียบเทียบฉันกับเจี๋ยสักทีเถอะ ฉันเบื่อจะฟังแล้ว” ซูถิงเอามือปิดหูตัวเอง
“แกต้องฟัง ที่ผ่านมาฉันไม่เคยเลี้ยงให้แกด้อยกว่าซูเสี่ยวถาง นางนั่นคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าแกเพราะแม่ของมันมาก่อน แต่แล้วยังไงล่ะ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ฉันเป็นเมียคนเดียวของพ่อแกหรอกเหรอ แกเองก็เหมือนกัน ถ้าจับโจวเฉวียนไม่ได้ ก็ต้องหาคนที่อยู่สูงกว่า”
ซูถิงกำหมัดแน่น รู้สึกสับสนในตัวเอง ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าอิจฉาพี่สาวที่มีคู่หมั้นอย่างกงจวิ้น แต่ไม่ใช่ว่าเธอก็แย่งเขามาได้แล้วหรอกเหรอ เพราะฉะนั้นเรื่องก็ควรจะจบลงเพียงเท่านี้ เพราะเอาเข้าจริงแล้วกงจวิ้นก็ไม่ได้มีดีอะไรเลย แต่ทำไมแม่ถึงยังไม่พอ ยิ่งคิดหญิงสาวก็ยิ่งไม่เข้าใจ แล้วก็โทษว่าเป็นความผิดของพี่สาว ที่ขยันหาเรื่องมาให้แม่ของเธอเปรียบเทียบอยู่ไม่จบไม่สิ้น
“ซูเสี่ยวถาง หรือว่าฉันต้องทำให้เธอหายไปจากที่นี่แม่ถึงจะพอใจแล้วเลิกเปรียบเทียบฉันสักที” หญิงสาวจิกเล็บเข้าที่อุ้งมือจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว นึกถึงใบหน้าสวยหวานของพี่สาวแล้วก็ปวดหนึบในใจ