LNCrawler

มวยถูกคู่

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

มวยถูกคู่

 

นับวันซูถิงก็ยิ่งได้ใจ อยู่ในค่ายทหารเธอแทบจะเปิดตัวว่าคบกับมู่ชิงไป๋ ติดที่ต้องคำนึงถึงหน้าที่การงานของเขา เพราะหากรู้ไปถึงหูของเจ้านายก็อาจจะส่งผลถึงการเลื่อนตำแหน่งในช่วงปลายปี

ทว่าสิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ที่หลินชิงเหอหายไปนั้นไม่ใช่ว่ายอมรับกับการอยู่กินแบบสามคนผัวเมีย หากแต่กำลังเก็บหลักฐานสำคัญเพื่อเขียนรายงานถึงการประพฤติตัวไม่เหมาะสมของสามีอยู่

“แกแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนี้” แม่หลินมองรูปถ่ายขาวดำแล้วก็ถอนหายใจ

ในรูปมีภาพชายหญิงกำลังกอดเอวกอดแขนกันเข้าไปในบ้านพักทหาร แม้จะเห็นแค่เพียงด้านหลังแต่ท่านก็จำลูกเขยของตัวเองได้ อีกทั้งห้องนั้นท่านก็เคยไปเหยียบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

บ้านหลินมีลูกสาวเพียงคนเดียว มู่ชิงไป๋กับหลินชิงเหอเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เดิมทีก็ไม่สนับสนุนให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกเขยคนนี้ เพราะรู้ดีว่าคบคนหน้าตาปัญหาที่จะตามมาอีกมากมายคืออะไร

ติดที่ลูกสาวเพียงคนเดียวของตนเองนั้นรักมั่นเพียงมู่ชิงไป๋ คนเป็นแม่อย่างแม่หลินเลยต้องจำยอม จนกระทั่งทั้งสองตกลงแต่งงานและมีลูกชายเป็นโซ่ทองคล้องใจ

บ้านมู่เองก็ปฏิบัติต่อลูกสาวของท่านอย่างดี จนคนบ้านหลินต่างก็วางใจ คิดว่าไปเป็นทหารแล้วนิสัยของมู่ชิงไป๋นั้นก็อาจจะเปลี่ยน แต่ความจริงแล้วท่านคิดผิด เพราะมู่ชิงไป๋ก็คือมู่ชิงไป๋ ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นคนอื่นได้

“ฉันแน่ใจค่ะ ฉันยอมอยู่ปรนนิบัติพ่อแม่ของเขา ทำหน้าที่ลูกแทนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังมีลูกชายให้เขาอีกด้วยหนึ่งคน แต่ดูเหมือนว่าฉันกับลูกจะไม่มีน้ำหนักในใจของเขาเลย ถึงได้ควงกับในค่ายทหารอย่างไม่เกรงกลัวสายตาใคร”

“ก็ถ้าคิดดีแล้วก็หย่าแล้วพาหลานชายฉันกลับมาบ้านเราเถอะ หลานคนเดียวฉันเลี้ยงได้อยู่แล้ว” พ่อหลินที่ทนฟังไม่ไหวถึงกับกระทุ้งไม้เท้าจนเกิดเสียงดัง

“พ่อ…ยังค่ะ ยังไม่ถึงเวลา ถ้าหย่าตอนนี้ก็เท่ากับว่าฉันหลีกทางให้พวกเขาสมหวัง คบกันอย่างเปิดเผย ได้ยินว่าผู้หญิงคนนั้นเองก็มีคู่หมั้น มิหนำซ้ำยังเป็นคู่หมั้นที่แย่งจากพี่สาวแท้ๆ มา ตอนนี้ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นรู้เรื่องหรือเปล่า ถ้าฉันจะหย่าต้องมั่นใจว่าสองคนนี้จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อีก” หลินชิงเหอกัดฟันกรอดเมื่อนึกถึงใบหน้าของสามี

“แล้วแกจะทำยังไง” แม่หลินถามขึ้นอย่างเหนื่อยใจ หันไปมองหน้าหลานชายที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วก็ได้แต่คลึงขมับตามไปด้วย

“ฉันจะเอามู่ชิงไป๋ออกจากรับราชการทหาร รวมถึงซูถิงผู้หญิงแพศยาคนนั้นก็จะต้องไม่มีที่ยืนในค่ายทหารด้วยเหมือนกัน”

“อาเหอ คิดดีแล้วเหรอ ได้นึกเผื่อลูกชายบ้างหรือเปล่า ถ้าเขามีพ่อที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมแบบนั้น อนาคตภายหน้าจะเป็นยังไง” พ่อหลินมองหน้าหลานชายวัยสี่ขวบที่ตอนนี้นั่งนิ่งไม่ยอมพูดจา แต่รับรู้ถึงความเจ็บปวดของผู้เป็นแม่มาตลอด

“คุณตาครับ อวี้เทียนไม่เป็นไร” เด็กน้อยส่ายหน้าปฏิเสธ พร้อมทั้งพูดปลอบใจผู้เป็นตาว่าไม่ต้องห่วงตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วก็รู้สึกผิดหวังไม่ต่างจากผู้เป็นแม่เท่าไหร่นัก

“เทียนเอ๋อร์เด็กดี ได้ยินหลานพูดแบบนี้ตาก็วางใจ แต่จงจำเอาไว้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ห้ามโกรธแม่ของหลานเป็นอันขาด เพราะที่ทำทั้งหมดก็เพื่อตัวของหลานเอง”

“ครับ”

หลินชิงเหอได้ยินลูกชายพูดแบบนั้นก็น้ำตาคลอ รู้สึกจุกที่อกจนพูดไม่ออก พ่อแม่ทุกคนมองว่าถึงหย่าไปก็มีทางเลือก สามารถเลือกทางเดินของตัวเองได้ แต่หลายต่อหลายครั้งก็หลงลืมไปว่ายังมีลูกที่เขาไม่สามารถเลือกอะไรได้เลยจากกระทำที่ผิดพลาดของผู้ใหญ่

“ห่วงก็แต่ทางนั้นจะเอาเทียนเอ๋อร์ไป ถึงเวลานั้นแกจะทำยังไง” แม่หลิวถามขึ้น เพราะถึงยังไงสิทธิ์เลี้ยงดูลูกก็ต้องตกเป็นของพ่อ

“เรื่องนั้นฉันคิดเอาไว้แล้ว ฉันว่าจะไปคุยเรื่องนี้กับเขาก่อน เพียงแต่คนอย่างมู่ชิงไป๋ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด เหลือแค่รอให้พ่อแม่สามียอมไปหาเขาที่ค่ายทหาร ให้พวกท่านไปเป็นพยานว่าลูกชายของท่านนอกใจฉันก่อน ถึงเวลานั้นก็จะตกลงกับเขาเรื่องเทียนเอ๋อร์อีกที”

“นางมู่ไม่มีทางยอมหรอก ทางที่ดีแกควรให้ทนายจัดการ ฟ้องหย่าแล้วเรียกสิทธิ์เลี้ยงดูลูกมาเป็นของตัวเอง พ่อแบบนั้นสอนตัวเองยังไม่ได้แล้วจะไปสอนใครได้” แม่หลินโมโหจัดเมื่อพูดถึงลูกเขย

“อืม เรื่องนี้ฉันจะลองปรึกษาทนายดูก่อนว่าทำอะไรได้บ้าง พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก แค่เข้าใจฉันก็พอ”

“ฉันคนหัวโบราณ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เห็นด้วยเรื่องหนึ่ง ก็คือหย่า” แม่หลินยื่นคำขาด

ทำให้หลินชิงเหอรู้สึกว่าตนเองคิดไม่ผิดที่ตัดสินใจทำแบบนี้ เพียงแต่เธอเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีเส้นสายอะไรจะไปสู้สามีได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะลงมือจะต้องมั่นใจก่อนว่าหลักฐานที่มีในมือนั้นแน่น สามารถเอาคนอย่างมู่ชิงไป๋ลงในคราเดียวได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง

 

ทางด้านซูเสี่ยวถางตอนนี้กำลังหงุดหงิด รู้สึกว่าช่วงนี้น้องสาวต่างแม่มาวุ่นวายกับเธอบ่อยจนน่ารำคาญ ทั้งที่ตนไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยเลยแม้แต่น้อย

“พ่อคะ วันนี้ที่สหกรณ์ของค่ายทหารมีปลิงทะเลมาขายฉันก็เลยซื้อมาบำรุงพ่อโดยเฉพาะ ได้ยินแม่บอกว่าช่วงนี้พ่อซูบผอมลงไปเยอะ หรืออาจจะเป็นเพราะที่นี่อุดอู้คับแคบเกินไป ไม่เหมือนที่บ้านเรา เอาอย่างนี้ดีไหมคะ พ่อเองก็ไปอยู่กับฉันที่บ้านพักในค่ายทหารสักพักดีไหมคะ ฉันคิดว่าที่นั่นดีกว่าที่นี่เยอะ อย่างน้อยๆ ก็มีสนามหญิงให้วิ่งออกกำลังกาย”

แถวนี้ก็มีสวนสาธารณะ อีกทั้งยังอยู่ติดทะเลสาบ มองไปทางไหนก็เห็นแม่น้ำ ใบไม้เขียวขจีไปหมดจะเรียกว่าอุดอู้คงจะไม่ใช่ อีกอย่างพ่ออยู่ที่นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่ามีน้ำมีนวล วันแรกที่ฉันไปรับมาอยู่ด้วยนึกว่าโครงกระดูกเดินได้"

“ไอหยา…เจี๋ยก็พูดเกินไป เป็นเพราะพ่อคิดถึงเจี๋ยมากต่างหากละคะก็เลยกินอะไรไม่ลง แต่ตอนนี้ลูกสาวอยู่กันพร้อมหน้า คิดว่าพ่อคงจะมีความสุขไม่มากก็น้อย ใช่ไหมคะพ่อ” ซูถิงหันไปยิ้มให้ผู้เป็นพ่อ

“ได้กลับไปเยี่ยมแม่บ้างหรือเปล่า" พ่อซูไม่ตอบคำถาม แต่เป็นฝ่ายถามลูกสาวแทน

“ไปสิคะ สองสามวันก่อนฉันก็เพิ่งซื้อของบำรุงไปให้ ว่าแต่พ่อเถอะ เมื่อไหร่จะกลับไปอยู่กับแม่ ระวังนะคะปล่อยให้แม่อยู่คนเดียวนานๆ แม่จะไม่ยอมให้เข้าบ้าน” หญิงสาวพูดทีเล่นทีจริง

“อืม รอให้พี่เขยแกกลับมาพ่อก็กลับบ้านแล้วล่ะ”

ซูถิงทำตาโต “พี่เขยไม่อยู่เหรอคะ เขาหายไปเป็นเดือนๆ แบบนี้บ่อยหรือเปล่าคะ เจี๋ย…อย่าหาว่าฉันเสี้ยมเลยนะคะ แต่ว่าตั้งแต่ที่ฉันทำงานในค่ายทหารมา ก็ไม่เคยเห็นใครออกไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่เป็นเวลานานเท่าพี่เขยมาก่อนเลย เต็มที่ก็สองสามสัปดาห์ก็กลับมาแล้ว”

เสี่ยวถางไม่หวั่นไหวกับคำยั่วยุของน้องสาว ไม่ใช่ว่าเขาไปอยู่ที่เฮยหลงเจียงกับเธอเป็นเดือนๆ หรอกหรือ แล้วยังจะต้องสงสัยอะไรกับงานของเขาอีก

“โจวเฉวียนอยู่สังกัดหน่วยรบพิเศษ เพราะฉะนั้นงานและหน้าที่ของเขาก็ต้องสำคัญกว่าพวกนายทหารเอกสารทั่วไปอยู่แล้ว พวกที่ทำงานอยู่แต่หน้าจอ คอยประจบเจ้านายพวกนั้น จะเปรียบเทียบกับพี่เขยเธอได้ยังไง” เสี่ยวถางแก้ตัวแทนสามี

ซูถิงได้ยินแบบนั้นก็หน้าเจื่อน ถ้าไม่ติดว่าหล่อนไม่รู้เรื่องของเธอกับมู่ชิงไป๋ ก็อาจจะอดคิดไม่ได้ว่าพี่สาวกำลังว่ากระทบเธออยู่

“นั่นสินะคะ พี่เขยของฉันเก่งที่สุด” หญิงสาวพูดเอาใจ

ส่วนซูเสี่ยวถางพูดจบก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นมุมปากเล็กของเธอยกยิ้ม คนอย่างซูถิงจะต้องเจอกับเธอถึงจะเรียกว่ามวยถูกคู่