กฏการเอาตัวรอด
กฏการเอาตัวรอด
นายทหารหนุ่มเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่ากลับสามารถทำให้บรรยากาศในลานเงียบสงัดราวกับไม่มีคนทะเลาะกันมาก่อน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ตัวต้นเรื่องอย่างเมิ่งหลิว ที่ตอนนี้กำลังยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ ซูเสี่ยวถาง
“ใครสงสัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เชิญออกมาข้างหน้า” คำพูดราบเรียบแต่ทำเอาทุกคนต่างก็ขนลุกไปตามๆ กัน ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว
“ก่อนหน้านี้ที่แบ่งงานไม่เห็นจะมีใครโวยวายอะไร ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะไม่มีใครรู้ไม่ใช่เหรองานที่จะทำคืออะไร ซึ่งก็ตรงตามที่ท่านผู้นำต้องการแล้ว คือให้ปัญญาชน ยุวชนศึกษาอย่างพวกคุณได้เรียนรู้ว่า กว่าที่จะสามารถผลิตอาหารส่งเพื่อส่งไปให้คนในเมืองใหญ่อย่างพวกคุณได้กินมันยากลำบากแค่ไหน จงตระหนักให้รู้ซึ้งถึงความสำคัญของพี่น้องเกษตรกร ว่าพวกเขาต้องทนลำบาก แต่ค่าตอบแทนแสนน้อยนิดถ้าเทียบกับคนที่ทำงานในเมืองใหญ่”
“ใครใช้ให้โง่ไม่อยากเรียนหนังสือล่ะ” หนึ่งในกลุ่มปัญญาชนพูดขึ้น
ผู้หมวดหนุ่มหันไปจ้องด้วยสายตาคมกริบ “นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้มีทางเลือกมากมายนัก ดูสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่สิ แตกต่างจากที่พวกคุณอยู่มากแค่ไหน ถ้างั้นสหายท่านนี้ช่วยบอกหน่อยเถอะว่าถ้าเกิดเรียนจบมาแล้วจะทำอะไรเพื่อพัฒนาหมู่บ้านนี้ให้เจริญเทียบเท่าเมืองหลัก”
คำถามที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่กลับไม่มีคำตอบที่ใครจะตอบได้ นั่นเป็นเพราะพื้นที่ตรงนี้อยู่ห่างไกลมากเกินไป ที่ทำได้คือต้องเรียนให้จบแล้วหาทางถีบตัวเองออกมาจากหมู่บ้าน แต่ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่นายทหารท่านนั้นต้องการ เพราะเขาถามถึงการพัฒนาหมู่บ้าน ไม่ใช่การเอาตัวรอด
“อยู่บนเขาขนาดนี้จะไปเอาความเจริญมาจากไหนล่ะ แต่อย่างน้อยชาวบ้านก็ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง ตั้งใจเรียนแล้วก็หาทางเข้าไปทำงานในเมืองสิ”
“งั้นขอถามสหายท่านนี้ต่อ ถ้าหากชาวบ้านทุกคนเรียนจบสูงๆ กันหมด ทุกคนต่างก็ออกไปทำงานในเมือง แล้วไร่นาพวกนี้ใครจะทำ อย่าลืมว่าไม่มีชาวนาก็ไม่มีข้าวกิน สุดท้ายแล้วก็ต้องเกณฑ์ปัญญาชนที่มีความรู้สูงอย่างพวกคุณมาทำงานอยู่ดี” ชายหนุ่มต้อนให้จนมุม
“แล้วคิดเหรอว่าพวกเราอยากจะมา พวกเราเรียนหนักก็เพื่ออยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วพวกเราผิดอะไรล่ะ”
“ถ้างั้นของถามสหายท่านนี้ต่อว่า แล้วการที่ชาวบ้านพวกนี้ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือจบสูงพวกเขาผิดอะไร ไม่ใช่ว่าตอนนี้พวกเขากำลังสอนการดำรงชีวิตให้อยู่รอดแก่พวกคุณอยู่หรือ ครู อาจารย์ใช่ว่าจะอยู่แค่ในห้องเรียนหรือตำราเรียนเสมอไป หากแต่เป็นใครก็ได้ที่นำความรู้ว่าให้ ผมพูดถูกหรือไม่ถูก" คำพูดปลุกใจของเขานั้นได้ใจชาวบ้านตาดำๆ เป็นอย่างมาก
“ใช่แล้ว ท่านผู้นำเล็งเห็นแล้วว่าค่ายนี้มีประโยชน์ อย่างน้อยๆ พวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นปัญญาชนก็ยังต้องมาให้คนไม่ได้หนังสืออย่างพวกเราสอนปริญญาชีวิตอยู่ดี”
“ใช่ๆ อย่าดูถูกกันให้มันมากนักเลย”
เสียงของชาวบ้านลุกฮือ ก่อนหน้านี้มองตัวเองต่ำต้อย ไม่กล้าใช้แรงงานนักเรียนนักศึกษาพวกนี้มากนัก แต่ละคนล้วนมาจากเมืองใหญ่กันทั้งนั้น บางคนไม่รู้จักแม้กระทั่งจอบขุดกิน
“ฉันว่าผู้หมวดกำลังเบี่ยงเบนประเด็นนะคะ พวกเราในที่นี้รู้ซึ้งถึงความยากลำลากของพ่อแม่พี่น้องชาวนาดีค่ะ แล้วก็ตระหนักถึงบุญคุณของพวกเขามาก เพียงแต่พวกเราแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมซูเสี่ยวถางถึงได้ทำงานที่แปลงผัก แล้วทำไมสหายคนอื่นๆ ถึงต้องลงไปทำงานที่ทุ่งนา” หลี่ชิ่วชิงเห็นท่าไม่ดีเลยรีบพูดกลับเข้ามาในประเด็น
“ถ้าอย่างนั้นสหายหลี่ช่วยบอกทีว่าใครกันที่เหมาะสมได้ทำงานที่แปลงผัก คุณ คุณ หรือว่าคุณ” เขาชี้ไปที่คนตรงหน้าทีละคน และคนเหล่านั้นต่างก็ก้มหน้าไม่ยอมสบตา
หลี่ชิ่วชิงถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอเองก็ไม่อาจตอบได้ว่าใครเหมาะสม แน่นอนคำพูดที่บอกว่าตัวเองเหมาะนั้นยิ่งพูดออกมาไม่ได้เป็นอันขาด
“ชิงชิงไม่กล้าออกความเห็น เพียงแต่อยากให้ชี้แจงให้ทุกคนหายข้องใจก็เท่านั้น”
“ไม่มีอะไรมาก ผู้ชายแรงเยอะกว่าผู้หญิง งานในทุ่งนาจึงเหมาะสมสำหรับพวกเขา ที่เหลือก็แค่จับฉลาก” ชายหนุ่มตอบหน้าตา
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ผู้หมวดคะ ฉันไม่สงสัยอะไรแล้วล่ะค่ะ” หลิวหลิวรีบพูด มองนายทหารหนุ่มด้วยสายตาอ้อนวอน
“ยังมีใครสงสัยอะไรอีกไหม เพราะถ้าผมไม่อยู่แล้ว หากได้ยินว่ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก ผมก็ไม่รังเกียจที่จะกลับมาชี้แจงด้วยตัวเอง เพียงแต่ว่าจะต้องยอมรับผลที่ตามมาด้วยว่า หากทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจล่าช้า อาจจะต้องถูกลงโทษทางวินัยทหาร”
คำว่าวินัยทหารเหมือนเข็มกับด้ายเส้นใหญ่กำลังเย็บปากของทุกคนไม่ให้พูดอะไรออกมา แม้แต่หลี่ชิ่วชิงยังก้มหน้าไม่กล้าสบตา
เรื่องวุ่นๆ จึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ ตั้งแต่ต้นจนจบซูเสี่ยวถางไม่พูดอะไรออกมาสักคำ แม้แต่กับหลิวหลิวเธอก็ไม่ชายตามอง
หลังจากจบเรื่อง ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน หลายคนเลือกที่จะนอนไม่สนใจมื้อกลางวัน จะมีก็แต่เสี่ยวถางที่กำลังนั่งกินแป้งจี่กับเต้าเจี้ยว ซึ่งเป็นอาหารประจำของชาวบ้านที่นี่
“เจี๋ย ยังมีแผ่นแป้งเหลืออีกไหม ฉันขอสักแผ่นได้ไหมคะ” หลิวหลิวสะกิดเสี่ยวถางที่กำลังนั่งกินมื้อกลางวันอยู่
“เมิ่งหลิว ฉันว่าเธอกำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่หรือเปล่า” หญิงสาวหันไปมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ
“มะ หมายความว่ายังไงคะ”
“ข้อแรกฉันไม่ใช่เบ๊ของเธอที่จะต้องคอยทำอาหารให้กิน ข้อสองฉันไม่จำเป็นต้องแบ่งของกินกับใครเพราะทุกคนได้ส่วนแบ่งเท่ากัน ข้อสุดท้ายฉันไม่ใช่เจียเจียของเธอ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามยัดเยียดหน้าที่ที่ต้องดูแลเธอให้ฉัน”
เสี่ยวถางยอมรับว่าโกรธและไม่พอใจที่อีกฝ่ายโวยวายจนเกิดเรื่อง ถ้าหากผู้หมวดคนนั้นไม่ออกหน้าให้ เธอก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองจะถูกเปลี่ยนไปทำงานที่ทุ่งนาหรือเปล่า
เห็นได้ชัดว่าหลี่ชิ่วชิงกำลังจ้องจะเล่นงานเธออยู่ เพราะอาซิ่วที่ทำงานแปลงผักกับเธอไม่มีใครพูดถึงเลยแม้แต่น้อย ทุกสายตาพุ่งเป้ามาที่เธอเพียงคนเดียว
แม้ว่าเธอจะรู้สึกดีกับเมิ่งหลิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้อีกฝ่ายก่อเรื่องจนทำให้ตัวเองซวย คนไหนก่อเรื่อง คนนั้นก็ต้องรับผลที่ตามมาด้วย น้องสาวโง่แบบนี้เธอไม่อยากมีเพราะจะพากันไปตายกันหมด
“เจี๋ย” หลิวหลิวพูดเสียงสั่น เบ้ปากเตรียมจะร้องไห้
“เก็บน้ำตาของเธอเอาไว้เถอะ มันใช้ไม่ได้ผลกับฉันแล้วล่ะ”
พูดจบหญิงสาวก็เดินหนีไปทางแปลงผัก ซึ่งเป็นที่ทำงานใหม่ของเธอนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การกระทำของเธอทุกอย่างอยู่ในสายตาของใครบางคน ซึ่งเขาเห็นด้วยกับเธอทุกประการกฎของการเอาตัวรอดคือต้องไม่แบกใครไว้ข้างหลัง
หลังจากวันนี้ซูเสี่ยวหลานก็เป็นที่รู้จักของกลุ่มปัญญาชน ยุวชนมากขึ้น พวกเขาชื่นชมที่เธอเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย
“หล่อนเรียนตั้งมหาวิทยาลัย ทำงานที่แปลงผักก็ยังถือว่าลดเกียรติมากแล้ว”
“ก็นั่นน่ะสิ ฉันว่าให้ไปช่วยทำงานเอกสารยังได้เลย เห็นเจ้าหน้าที่คอมมูนบางคนยังมาให้เธอช่วยดูเอกสารเลย”
“ใช่ๆ ฉันก็เห็น”
จนกระทั่งผ่านไป 3 วัน ก็ถึงวันที่กลุ่มของทหารและเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องกลับ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่คอมมูนต่างลงความเห็นว่าควรมีการจัดงานเลี้ยงส่ง ก่อนเดินทางหนึ่งวันที่ลานหมู่บ้านเลยจัดงานเลี้ยงขึ้นอีกครั้ง และดูเหมือนว่าครั้งนี้แม้แต่แผ่นแป้งจี่ก็ถูกกินไม่เหลือ ต่างจากงานเลี้ยงต้อนรับอย่างสิ้นเชิง
“ขอคุยด้วยหน่อย”
เสียงทุ้มกระซิบข้างๆ เสี่ยวถางหันไปมองแต่ไม่พูดอะไร ก่อนที่จะอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังสนุกอยู่กับเหล้าต้มพื้นบ้าน เดินตามไปยังมุมหนึ่งของอาคารอย่างเงียบๆ