LNCrawler

ผู้บังคับการเหลียงไม่ถูกใจฉัน

ยุค 70 สะบัดรักคนเลว ไปซบนายทหาร — novel.dek d.com · All chapters

ผู้บังคับการเหลียงไม่ถูกใจฉัน

สิ้นประโยคนี้ของอันหมิ่น บรรยากาศก็หยุดชะงักไปในทันที

ร่างกายของเหลียงอี้ยังคงรักษาท่าทีโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อกดดันเอาไว้ นิ้วมือก็ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ

แต่ทว่ากลิ่นอายของการพิจารณาและความอันตรายที่พร้อมจะปะทุขึ้นมา กลับราวกับถูกแช่แข็งไปในพริบตา

เขามองดูอันหมิ่นลุกขึ้นยืนโดยไม่ลังเล ชายกระโปรงสีเทาอ่อนตวัดเป็นแนวโค้งอย่างเด็ดขาดและเฉียบคม

การเคลื่อนไหวของเธอไม่มีความอ้อยอิ่งเลยแม้แต่น้อย แผ่นหลังก็ตั้งตรงแหน่ว

อันหมิ่นถึงกับตระหนี่ที่จะปรายตามองเขาอีกครั้ง เธอเดินตรงไปเปิดประตูแล้วจากไปทันที

เสียงปิดประตูดังขึ้น เหลียงอี้เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย แววตาดูมืดมนลง

นอกประตู ฉินซูหลานเดินกระวนกระวายไปมาเหมือนมดบนกระทะร้อน สองมือบีบเข้าหากันด้วยความกังวล

แน่นอนว่าฉินซูหลานหวังให้เรื่องนี้สำเร็จ แต่ในใจก็อดรู้สึกกระวนกระวายใจไม่ได้อยู่ดี

วินาทีที่ประตูเปิดออก เธอก็รีบเดินเข้าไปหา แล้วถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

"หมิ่นหมิ่น เป็นยังไงบ้าง ผู้บังคับการเหลียงเขา... ว่ายังไงบ้าง"

น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้น สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของอันหมิ่นเขม็ง

อันหมิ่นชะงักฝีเท้า

ความเยือกเย็นที่ฝืนทำต่อหน้าเหลียงอี้เมื่อครู่นี้ค่อยๆ แตกสลาย เผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้

อันหมิ่นหลุบตาลง หลบสายตาของฉินซูหลาน น้ำเสียงสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำที่ตายแล้ว ฟังไม่ออกถึงระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ

"คุณป้าคะ กลับกันเถอะ ผู้บังคับการเหลียงเขาไม่ถูกใจคนแบบฉันหรอกค่ะ"

เมื่อนึกถึงคำพูดที่เรียกได้ว่าร้ายกาจของเหลียงอี้ ในใจของอันหมิ่นก็รู้สึกแย่เช่นกัน

ถ้าตั้งแต่แรกเขาไม่ได้มีความคิดจะมาดูตัวเลย เขาก็ไม่ควรมา

แต่เมื่อมาแล้วกลับมาพูดจาทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ สำหรับอันหมิ่นแล้ว นี่มันคือการกระทำที่ไร้มารยาทชัดๆ

แต่ก็เอาเถอะ ใครใช้ให้เขาเป็นถึงผู้บังคับการกันล่ะ ตำแหน่งใหญ่กว่าก็ข่มคนได้อยู่แล้ว การจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวบ้างก็เป็นเรื่องปกติ

"ไม่ถูกใจ..."

เมื่อได้ยินอันหมิ่นพูดแบบนี้ ฉินซูหลานก็ถอนหายใจออกมา

ผู้อำนวยการหยางเคยบอกไว้ ว่าเหลียงอี้คนนี้ นิสัยแปลกประหลาดมาก

แถมเขายังเป็นคนมีความรับผิดชอบ ไม่อยากให้ลูกน้องต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องของตัวเอง ดังนั้นเรื่องนี้ โอกาสที่จะไม่สำเร็จจึงมีสูงมาก

ตอนนี้พอได้ยินอันหมิ่นพูดแบบนี้ ฉินซูหลานก็เข้าใจคำพูดของผู้อำนวยการหยางแล้ว

อันหมิ่นก้าวเท้าเดินนำไปทางประตูรั้ว "คุณป้าคะ ไปกันเถอะค่ะ"

พูดจบ เธอก็หันกลับไปมองประตูห้องที่อยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง

แสงแดดที่สะท้อนกลับมาทำให้เธอมองเห็นสิ่งของข้างในไม่ชัดเจน แต่อันหมิ่นกลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังสบตาเข้ากับดวงตาของเสือดาวอยู่

เมื่อกลับมาถึงถ้ำร้าง น้ำตาของฉินซูหลานที่กลั้นมาตลอดทาง ในที่สุดก็ร่วงหล่นลงมา

อันหมิ่นฟังเสียงร้องไห้ของฉินซูหลาน พลางนึกถึงสายตาของเหลียงอี้

น้อยใจไหม แน่นอนว่าต้องมีบ้าง

แต่สิ่งที่มากกว่านั้น คือความโกรธแค้นและความดื้อรั้นที่ไม่ยอมจำนนต่ออดีตชาติที่ปะปนกันอยู่

เธอได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง มีมิติที่แม่ทิ้งไว้ให้ แล้วยังจะต้องเอาชะตาชีวิตไปแขวนไว้กับความเวทนาของผู้ชายเหมือนชาติที่แล้ว จนสุดท้ายก็ต้องมีจุดจบที่น่าเวทนาอยู่อีกหรือไงกัน

อันหมิ่นเคยคิด ว่าบางทีการสร้างครอบครัวที่นี่ อาจจะทำให้เธอตั้งรกรากได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

แต่วันนี้เมื่อได้พบกับเหลียงอี้ อันหมิ่นก็พบว่าตัวเองช่างไร้เดียงสาจนน่ากลัว

เมื่อฟังเสียงร้องไห้ของฉินซูหลาน อันหมิ่นก็ถอนหายใจออกมา

"คุณป้าคะ"

"คุณป้าอย่าร้องไห้เลยค่ะ การที่ผู้บังคับการเหลียงไม่ถูกใจฉัน ถือเป็นความสูญเสียของเขาเอง แล้วก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับฉันด้วย"

อันหมิ่นเงยหน้าขึ้น ดึงมือฉินซูหลานมากุมไว้เพื่อปลอบใจ "คุณป้าก็ไม่ต้องมามัวเป็นห่วงเรื่องแต่งงานของฉันอีกแล้วนะคะ ฉันคิดดูแล้ว พึ่งพาใครก็ไม่สู้พึ่งพาตัวเองค่ะ"

ฉินซูหลานชะงักไป ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตามองดูเธอด้วยความงุนงง "พึ่งพาตัวเองงั้นเหรอ หมิ่นหมิ่น เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว อยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือนี้..."

มีอีกประโยคหนึ่ง ที่ฉินซูหลานไม่ได้พูดออกมา

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือฐานะของเธอ เรื่องอื่นน่ะแก้ไขได้ง่าย แต่ฐานะนี้ต่างหาก ที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะทำให้ชีวิตของอันหมิ่นไม่มีวันสงบสุข

"ฉันมีมือมีเท้า แล้วก็มีสมองด้วยค่ะ"

น้ำเสียงของอันหมิ่นหนักแน่นเด็ดขาด แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น

"เงินที่เอามาจากในเมืองถึงจะบริจาคไปส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่นิดหน่อย ฉันคิดดูแล้วล่ะค่ะ ที่นี่มีที่ดินรกร้างเยอะแยะ นโยบายของรัฐก็อนุญาตให้ถางที่ดินทำกินเองได้"

"พรุ่งนี้ฉันจะไปถามที่คอมมูนดู เผื่อเขาจะแบ่งที่ดินผืนเล็กๆ ให้ฉันสักแปลง ต่อให้จะเป็นที่ลาดชันที่แห้งแล้งที่สุดก็ไม่เป็นไร แล้วก็จะเลี้ยงไก่อีกสักสองสามตัว ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าคนอย่างอันหมิ่น ขาดผู้ชายไปแล้วจะเอาชีวิตรอดไม่ได้!"

การปฏิเสธของเหลียงอี้ ราวกับน้ำเย็นจัดหนึ่งกะละมัง ที่สาดดับความหวังลมๆ แล้งๆ สายสุดท้ายเกี่ยวกับการพึ่งพาคนอื่นในส่วนลึกของจิตใจเธอจนดับมอดไปอย่างสิ้นเชิง

เสบียงในมิติและน้ำพุวิเศษ คือไพ่ตายและจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ

ถ้ำร้างแห่งนี้อาจจะลำบากและยากแค้น แต่นี่ก็คือที่ซุกหัวนอนที่เธอหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

ไม่ต้องไปคอยดูสีหน้าใคร แล้วทำไมเธอจะเอาชีวิตรอดไม่ได้ล่ะ

"หมิ่นหมิ่น..."

ฉินซูหลานยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่อันหมิ่นก็เห็นได้ชัดว่าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

ดังนั้นฉินซูหลานจึงไม่พูดเกลี้ยกล่อมอะไรอีก หลังจากพูดคุยกับอันหมิ่นสองสามประโยค เธอก็จากไป

ทางด้านบ้านของผู้อำนวยการหยาง เหลียงอี้รอจนผู้อำนวยการหยางกลับมาถึงค่อยจากไป

ผู้อำนวยการหยางมองดูสีหน้าของเหลียงอี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ คงจะพังไม่เป็นท่าไปแล้วสิบส่วนแปดเก้า

"เหลียงอี้ คุณคิดว่าสหายอันหมิ่นเป็นยังไงบ้าง"

เมื่อได้ยินผู้อำนวยการหยางถาม เหลียงอี้ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งอย่างหาได้ยาก ก่อนจะตอบกลับไปว่า "คุณหนูบอบบาง อารมณ์ร้าย"

เขาพูดแค่ประโยคเดียว แต่หล่อนกลับมีอีกสิบประโยครอสวนกลับเขาอยู่

ขืนแต่งงานพาเข้าบ้านไป มีหวังชีวิตคงหาความสงบสุขไม่ได้อีกแล้วล่ะ

"จริงเหรอ"

สีหน้าของผู้อำนวยการหยางเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ อันหมิ่นมาถึงก่อนเหลียงอี้ ตอนที่เธอมาถึง ผู้อำนวยการหยางก็ได้เจอแล้ว

เธอดูเป็นคนมีการศึกษา กิริยามารยาทสง่างาม เวลาพูดจาก็นุ่มนวลอ่อนหวาน ไม่เห็นจะเหมือนคนอารมณ์ร้ายเลยสักนิด

เมื่อคิดได้ดังนี้ ผู้อำนวยการหยางก็แค่นเสียงฮึดฮัด แล้วนั่งลงบนโซฟาทันที

"ฉันว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาดูตัวตั้งแต่แรกแล้ว กะจะมาทำส่งๆ ให้คนแก่อย่างฉันตายใจล่ะสิ"

"ต้องเป็นเพราะปากของคุณนี่แน่ๆ ที่ไปพูดจาอะไรไม่เข้าหูเขาเข้า ถึงได้ทำให้คนเขาโกรธจนหนีไปแบบนี้!"

ผู้อำนวยการหยางดูโกรธมาก เหลียงอี้คนนี้ก็เป็นพวกปากหนัก ถามคำตอบคำเสียด้วย

ในตอนนั้นเอง สวี่ฉีตง ผู้เป็นสามีของผู้อำนวยการหยางก็กลับมาพอดี

พอเดินเข้าประตูมา เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ ภรรยาของเขากำลังนั่งหน้ามุ่ยแก้มป่อง ส่วนเหลียงอี้ไอ้หนุ่มนั่นก็ยืนนิ่งเป็นยักษ์ปักหลั่นหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ตรงนั้น

"อ้าว นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย"

สวี่ฉีตงวางกระเป๋าเอกสารลง พลางยิ้มไกล่เกลี่ย

"เหลียงอี้ก็อยู่ด้วยเหรอ วันนี้... ดูตัวเป็นยังไงบ้างล่ะ"

ความตั้งใจเดิมของเขาคืออยากจะคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าคำพูดนี้จะไปแหย่รังแตนเข้าเต็มๆ

"หึ!"

เสียงฮึดฮัดของผู้อำนวยการหยางดังขึ้นกว่าเดิม เธอหันหน้าหนีไม่มองพวกเขาสองคน

สวี่ฉีตงมองภรรยาตัวเองที มองหน้าเหลียงอี้ที่ไร้ความรู้สึกที ในใจก็พอจะเดาเรื่องราวออกได้เจ็ดแปดส่วน

เอาเถอะ แม่สื่อก็ไม่ได้เป็น แถมยังพาให้ตัวเองต้องมาเดือดร้อนไปด้วยอีก

เขารีบขยิบตาให้เหลียงอี้ เป็นนัยว่า "ยังไม่รีบไปอีก"

เหลียงอี้ราวกับได้รับนิรโทษกรรม เขาพยักหน้าให้ผู้อำนวยการหยางและสวี่ฉีตง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินออกจากบ้านพวกเขาไป

ประตูปิดลงตามหลังเขา ตัดขาดเสียงบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจของผู้อำนวยการหยาง

ระหว่างที่เดินไปตามถนนดิน จู่ๆ ภาพตอนที่อันหมิ่นลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปในตอนสุดท้าย ก็แล่นเข้ามาในหัวของเหลียงอี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ความดื้อรั้นนั่น ไม่เหมือนกับคุณหนูบอบบางขี้แยเลยสักนิด

แต่ความคิดนั้นก็แล่นเข้ามาเพียงชั่วแวบเดียว แล้วก็ถูกเขาโยนทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

คุณหนูจากในเมืองคนหนึ่ง จะมาลงหลักปักฐานบนผืนดินสีเหลืองของภาคตะวันตกเฉียงเหนือนี้ได้อย่างไรกัน

มันเป็นเรื่องเพ้อฝันชัดๆ

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ถูกใจอันหมิ่น แต่อันหมิ่นไม่เหมาะกับภาคตะวันตกเฉียงเหนือต่างหาก

ไม่ว่าเธอจะมาที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพราะอะไร แต่สรุปแล้ว เหลียงอี้รู้สึกว่า พวกเขาไม่เหมาะสมกันเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเกิดได้ลงเอยกับอันหมิ่นจริงๆ เขาคงไม่ต้องมาคอยปรนนิบัติเธอทุกวันหรือไง

เขาส่ายหน้า ก้าวเท้ายาวๆ เดินมุ่งหน้าไปทางค่ายพักทหาร

เรื่องดูตัวสำหรับเขา ถือว่าจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

ทะเลาะกันขนาดนี้ ต่อไปก็คงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ