LNCrawler

เหลียงอี้เลี้ยง 'ข้าว'

ยุค 70 สะบัดรักคนเลว ไปซบนายทหาร — novel.dek d.com · All chapters

เหลียงอี้เลี้ยง 'ข้าว'

ตั๋วรถไฟชั้นประหยัดสองใบ เดินทางจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือกลับเมืองไห่เฉิงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ราวกับว่าเจิ้งเทียนโย่วคาดการณ์เอาไว้แล้ว ว่าอันหมิ่นจะต้องกลับเมืองไห่เฉิงไปพร้อมกับเขาอย่างแน่นอน

"อันหมิ่น ไม่ว่าจะยังไง เธอกับฉันก็คบหากันมาตั้งนาน การที่เธอหนีมาโดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ รู้ไหมว่าพ่อของเธอโกรธจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะ"

"ต่อให้เธอไม่ชอบฉันแล้ว ก็ควรจะบอกกันดีๆ ไม่ใช่แอบหนีมาแบบนี้"

เจิ้งเทียนโย่วก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นว่ายังคงรักและผูกพันอย่างลึกซึ้ง

ใช้แผนถอยเพื่อรุก หวังจะดึงความเห็นอกเห็นใจจากฝูงชนกลับมาอยู่ฝั่งตัวเองอีกครั้ง

ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว

เหลียงอี้ยืนอยู่ข้างอันหมิ่น บังแสงสว่างตรงประตูไปกว่าครึ่ง

เขาสวมชุดเครื่องแบบทหารที่รีดจนเรียบกริบ ไม่มีอินทรธนูหรือเครื่องหมายยศใดๆ แต่กลับแผ่ซ่านความน่าเกรงขามที่หล่อหลอมมาจากสมรภูมิรบออกมาอย่างชัดเจน

ใบหน้าแข็งกร้าว สันกรามขบแน่น ดวงตาลึกล้ำไม่ได้แสดงอารมณ์รุนแรงใดๆ เพียงแค่มองเจิ้งเทียนโย่วอย่างสงบนิ่ง

แต่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น ราวกับกำลังกดทับภูเขาน้ำแข็งนับหมื่นปีและภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุเอาไว้

เหลียงอี้ปล่อยมือที่จับข้อมือของเจิ้งเทียนโย่วออกอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

เจิ้งเทียนโย่วที่ไม่ทันตั้งตัว ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ เขากุมข้อมือที่เจ็บปวดรวดร้าว เงยหน้ามองผู้ชายที่ดูเงียบขรึมแต่แผ่รังสีอำมหิตตรงหน้า

สายตาของเหลียงอี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เจิ้งเทียนโย่วเลยแม้แต่วินาทีเดียว

เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อย หันไปมองอันหมิ่นที่อยู่ข้างๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความห่วงใย "เป็นอะไรไหม"

อันหมิ่นส่ายหน้า "ไม่เป็นไรค่ะ คุณกลับมาทำไมคะเนี่ย"

"ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง"

เหลียงอี้ไม่ได้ตอบคำถามของอันหมิ่น พอเขาได้ยินว่าที่บ้านเกิดเรื่อง ก็แทบจะวิ่งหน้าตั้งกลับมาทันที

ความจริงเขามาถึงตั้งนานแล้ว แต่ที่ยังไม่โผล่เข้าไป ก็เพราะอยากให้อันหมิ่นได้ระบายความโกรธแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาให้หมดก่อน

กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะหาตัวเจิ้งเทียนโย่วกับพวกไม่เจอ มันก็ดันรนหาที่ตายเสนอหน้ามาเองซะได้

เหลียงอี้หันกลับไปมองเจิ้งเทียนโย่วที่กองอยู่บนพื้นอีกครั้ง

ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ใดๆ เพียงแต่เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"สหายเจิ้งเทียนโย่ว"

"เดินทางมาเหนื่อยๆ พอดีเลย ผมให้คนเตรียมเหล้ากับกับแกล้มเล็กๆ น้อยๆ ไว้ที่โรงอาหารแล้ว"

สายตาอันคมกริบของเขาราวกับใบมีดที่จับต้องได้ กรีดผ่านใบหน้าของเจิ้งเทียนโย่ว ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ตั๋วรถไฟสองใบที่หล่นอยู่แทบเท้า

มุมปากของชายหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย แฝงแววเย้ยหยัน

"พวกเรา ไปกินไปคุยกันดีกว่า"

"จะได้คุยกันให้รู้เรื่องไปเลย เรื่องของคุณกับภรรยาของผม"

เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายจนเสื้อผ้าของเจิ้งเทียนโย่วเปียกชุ่มไปหมด เขาอยากจะปฏิเสธ

เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทดั่งห้วงลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งของเหลียงอี้ ความหนาวเหน็บก็แล่นปราดขึ้นสู่กระหม่อม

นี่มันงานเลี้ยงโต๊ะจีนสีเลือดชัดๆ! ถ้าเขาไป มีหวังไม่ได้กลับออกมาแน่!

แต่เห็นได้ชัดว่าเหลียงอี้ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ปฏิเสธ สั่งให้คนมา 'พยุง' เจิ้งเทียนโย่วลุกขึ้นจากพื้นทันที

"เอาล่ะๆ แยกย้ายกันไปได้แล้ว"

เหลียงอี้โบกมือไล่ ถึงแม้ทุกคนยังอยากจะดูเรื่องสนุกต่อ แต่ก็ต้องยอมแยกย้ายกันไปแต่โดยดี

"เหลียงอี้"

เมื่อเห็นเหลียงอี้กำลังจะเดินจากไป อันหมิ่นก็รีบเรียกเขาไว้ ผู้ชายหันกลับมา ส่งสายตาปลอบประโลมให้เธอ

"ไม่เป็นไรหรอกน่า"

ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เงาร่างของเหลียงอี้และคนอื่นๆ ก็หายลับไป

อันหมิ่นไม่ได้เป็นห่วงว่าเหลียงอี้จะทำอะไรรุนแรง แต่เธอเป็นห่วงว่าเหลียงอี้จะเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้หรือเปล่าต่างหาก

ยังไงซะ เรื่องวุ่นวายพวกนี้ มันก็มีต้นเหตุมาจากเธอนี่นา

ไม่นานนัก ภายในห้องส่วนตัวเล็กๆ ตรงมุมหนึ่งของโรงอาหาร เมื่อประตูปิดลง เสียงจอแจที่ดังแว่วมาจากข้างนอกก็ถูกตัดขาดไปในทันที

โต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว นอกนั้นไม่มีอะไรอีกเลย

บนโต๊ะมีถั่วลิสงต้มเกลือหนึ่งจาน ผักกาดดองฝีมือชาวบ้านหนึ่งจาน แล้วก็มีเหล้าขาวต้มเองของคนในพื้นที่ที่ถูกเปิดฝาแล้วตั้งอยู่อีกหนึ่งขวด

กลิ่นฉุนกึกของเหล้าขาวราคาถูกคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

เจิ้งเทียนโย่วนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหลียงอี้ ก้นของเขาแตะเก้าอี้เพียงแค่หมิ่นๆ แผ่นหลังแข็งทื่อเป็นแผ่นกระดาน

สายตาของเหลียงอี้เปรียบเสมือนปลอกคอเหล็กที่มองไม่เห็น รัดคอเขาไว้แน่น

เขาพยายามตั้งสติ บังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสบตากับเหลียงอี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

เหลียงอี้ไม่ได้พูดอะไร เขายกขวดเหล้าขึ้นมารินใส่ชามตรงหน้าตัวเองไปราวๆ ครึ่งชาม

น้ำเหล้าสีอำพันกระเพื่อมไหวในชาม ส่งกลิ่นฉุนกึกเตะจมูก

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบถั่วลิสงเข้าปากอย่างเชื่องช้า เคี้ยวช้าๆ และละเอียดลออ ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารเลิศรสก็ไม่ปาน

เสียงเคี้ยวเบาๆ ท่ามกลางห้องเล็กๆ ที่เงียบสงัดราวกับป่าช้าแห่งนี้ ถูกขยายให้ดังขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทที่ตึงเครียดของเจิ้งเทียนโย่ว ราวกับเสียงมัจจุราชมาทวงวิญญาณ

เวลาเดินผ่านไปทุกนาทีทุกวินาที

เจิ้งเทียนโย่วรู้สึกเหมือนหัวใจจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้

ในที่สุดเขาก็ทนรับการประหารชีวิตอันไร้สุ้มเสียงนี้ไม่ไหว กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่

"ผู้บังคับการเหลียง มีอะไรจะพูดกับผมงั้นเหรอครับ"

เมื่อเห็นเขาแกล้งทำเป็นใจดีสู้เสือ เหลียงอี้ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน คีบผักกาดดองเข้าปากอีกชิ้น

เขาไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง ยกชามเหล้าตรงหน้าขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ดื่ม เพียงแค่ใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ขอบชามไปมา

"ไอ้ความคิดที่จะลงประกาศในหนังสือพิมพ์นั่น ใครเป็นคนเสนอ"

ในที่สุดเหลียงอี้ก็เอ่ยปาก

"เฉียนเสวี่ย? หรือว่าแก"

เหลียงอี้ค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมอง

สายตาที่เคยมองอย่างสงบนิ่งก่อนหน้านี้หายไป กลายเป็นคมมีดอาบยาพิษ ที่แฝงไปด้วยแรงกดดันอันน่าสยดสยองราวกับมองทะลุจิตใจคน พุ่งตรงเข้าใส่เจิ้งเทียนโย่ว

"เจิ้งเทียนโย่ว"

เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แรงกดดันที่มองไม่เห็นพุ่งปรี๊ดขึ้นในพริบตา จนเจิ้งเทียนโย่วแทบจะหายใจไม่ออก

"แกถือเศษกระดาษที่ยังไม่รู้เลยว่าจริงหรือปลอม บุกเข้ามาถึงถิ่นของฉัน เหลียงอี้ ต่อหน้าคนตั้งมากมาย สาดโคลนใส่ชื่อเสียงภรรยาฉันจนป่นปี้ โยนขี้ใส่หัวเธอ..."

"เสียงดังฟังชัดดีนี่ ร้องห่มร้องไห้ซะดังลั่นจนได้ยินกันไปทั่วทั้งเขตบ้านพักครอบครัวทหารเลยนี่"

มุมปากของเหลียงอี้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่จับขั้วหัวใจ รอยยิ้มนั้นปราศจากความอบอุ่นใดๆ มีเพียงความหนาวเหน็บเสียดกระดูกและความดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง

"ทุกถ้อยคำ ล้วนอยากจะเหยียบย่ำเธอให้จมดิน จนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยสินะ"

เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วดีดขอบชามเหล้าเบาๆ จนเกิดเสียงดังกังวานใส ชัดเจนยิ่งนักท่ามกลางความเงียบสงัด

ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเจิ้งเทียนโย่ว เอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทีละคำ

"แกเก่งมากนะ เรื่องนี้ฉันยอมรับเลยว่าสู้แกไม่ได้ แต่แกแน่ใจนะ ว่าจะทำแบบนี้จริงๆ"

ประโยคนี้ ราวกับระเบิดลงกลางกบาลเจิ้งเทียนโย่ว!

ร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่สามารถรักษาท่าทีเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป

"มะ! ไม่ครับ! ผู้บังคับการเหลียง! ผมไม่ได้ตั้งใจ! ผมไม่ได้มีเจตนาจะเล่นงานคุณเลยนะครับ!"

น้ำเสียงของเจิ้งเทียนโย่วสั่นเครือปนเสียงสะอื้น พูดจาวกไปวนมาไม่รู้เรื่อง

"ให้ผมยืมความกล้ามาอีกร้อยเท่า ผมก็ไม่กล้าหรอกครับ! ผม... ผมมันโดนผีบังตา! ผมผิดไปแล้ว! ผมสมควรตาย! ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ! ปล่อยผมไปสักครั้งเถอะนะครับ! ผมจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้! จะไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลย! จะไม่โผล่หน้ามาให้คุณกับอันหมิ่นเห็นอีกเลยครับ!"

เขาร้องไห้ขี้มูกโป่งน้ำตาไหลพราก แทบจะอยากคุกเข่าโขกหัวให้เหลียงอี้ตรงนั้นเลย

เหลียงอี้มองดูสภาพอันน่าสมเพชของเขา แววตาไม่มีแม้แต่ความรังเกียจเจือปน

ตอนนั้นอันหมิ่นหน้ามืดตามัวอะไร ถึงได้ไปคว้าไอ้หมอนี่มาทำแฟนได้นะ

หล่อเหรอ ก็หน้าตาธรรมดาๆ ผอมแห้งแรงน้อยหยั่งกะลูกเจี๊ยบ

พูดเก่งเหรอ อันนี้ก็จริง พูดจาปั้นน้ำเป็นตัวหน้าด้านๆ ได้อย่างลื่นไหลเลยล่ะ

แต่ขี้ขลาดเกินไปหน่อย เขาเพิ่งจะขู่ไปแค่สองประโยค ก็กลัวจนหัวหดขนาดนี้แล้ว

เหลียงอี้ล้วงบุหรี่มวนออกมาจากกระเป๋าอย่างใจเย็น ดึงออกมาคาบไว้ที่ปากมวนหนึ่ง แล้วล้วงไม้ขีดไฟออกมา

เปลวไฟสีน้ำเงินลุกโชนขึ้น จุดบุหรี่จนติด

ควันบุหรี่สีเทาขาวพ่นออกมาอย่างเชื่องช้า บดบังโครงหน้าอันแข็งกร้าวของเขาจนดูเลือนราง

"ไว้ชีวิตแกงั้นเหรอ"

"เรื่องนี้ ฉันตัดสินใจคนเดียวไม่ได้หรอกนะ"

เหลียงอี้ : ฉันล่ะหงุดหงิดจริงๆ ภรรยาฉันไปตาบอดหลงรักไอ้ลูกเจี๊ยบนี่ได้ยังไงเนี่ย?