LNCrawler

เหลียงอี้ถึงกับอึ้งไปเลย

ยุค 70 สะบัดรักคนเลว ไปซบนายทหาร — novel.dek d.com · All chapters

เหลียงอี้ถึงกับอึ้งไปเลย

เมื่อได้ยินอันหมิ่นพูดแบบนั้น เหลียงอี้ก็คิดว่าจริงด้วย

การที่เจิ้งเทียนโย่วดั้นด้นมาไกลถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ก็เพราะยังหวังมรดกก้อนนั้นในมือของอันหมิ่นอยู่ไม่ใช่หรือไง

แต่แบบนี้ก็ถือว่าหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ

"ไอ้เจิ้งเทียนโย่วนั่นยังบอกอีกนะ ว่าก่อนคุณจะออกมา คุณขนของในบ้านตระกูลอันมาจนเกลี้ยง ไอ้หมอนี่ จนป่านนี้ยังจะพูดโกหกหน้าด้านๆ อยู่อีก"

เหลียงอี้พูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกไม่ยุติธรรมแทน แต่อันหมิ่นพอได้ยิน กลับรู้สึกผิดจนต้องเบือนหน้าหนี

เจิ้งเทียนโย่วไม่ได้พูดโกหกหรอก ก่อนที่เธอจะออกมา เธอขนของในบ้านตระกูลอันมาจนเกลี้ยงจริงๆ

ยกเว้นห้องนอนของอันจื้อเจี๋ย เฉียนเสวี่ย และอันลู่แล้ว ของในบ้านตระกูลอันอย่าว่าแต่พวกเฟอร์นิเจอร์เลย แม้แต่ผ้าม่านเธอก็ไม่เหลือทิ้งไว้ให้พวกเขาสักผืน

เธอแอบช้อนตาขึ้นมองแวบหนึ่ง ผ้าม่านผืนนั้น ตอนนี้ก็แขวนอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ หลังนี้แหละ

"เอาล่ะ เรื่องที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเถอะ บางทีถ้าจัดการเรื่องนี้เสร็จ ผมอาจจะมีข่าวดีมาบอกคุณด้วยนะ"

เหลียงอี้พูดทิ้งท้ายไว้อย่างมีเลศนัย ทำเอาอันหมิ่นรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว คงยังไม่ยอมบอกเธอตอนนี้แน่ๆ

เมื่อไม่มีเจิ้งเทียนโย่วมาป้วนเปี้ยนให้เห็นหน้า อันหมิ่นก็รู้สึกว่าเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือหัว ในที่สุดก็สลายตัวไปเสียที

ส่วนพวกที่ยังคงนินทาว่าร้ายอยู่ลับหลัง โดยเฉพาะจางกุ้ยฟาง อันหมิ่นก็คร้านที่จะใส่ใจ

ไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกหล่อน อันหมิ่นรู้สึกว่ามันทำให้ตัวเองลดคุณค่าลงเปล่าๆ

ถึงเธอจะตกอับ แต่ก็เป็นคนที่ได้รับการศึกษาระดับสูงนะ

แต่ด้วยเหตุนี้ กลับยิ่งทำให้คนอย่างจางกุ้ยฟางรู้สึกหมั่นไส้อันหมิ่นมากขึ้นไปอีก

บอกว่าเธอเป็นแค่หงส์ปีกหัก แต่ดันมาทำหยิ่งผยองอยู่ที่นี่

มีครั้งหนึ่งถึงกับด่าอันหมิ่นต่อหน้าเลยว่า 'ทาแป้งเข้าโลงศพ' หมายถึงคนดันทุรังทั้งที่ไม่มีทางสู้

แต่อันหมิ่นไม่เคยทะเลาะกับจางกุ้ยฟางเลย ท่าทีเมินเฉยของเธอ กลับทำให้จางกุ้ยฟางยิ่งรู้สึกอึดอัดใจมากกว่าการด่าทอกันเสียอีก

ก็แหม แค่อันหมิ่นไปยืนอยู่ตรงนั้น ก็ดูต่างจากพวกหล่อนราวฟ้ากับเหวแล้ว

ในใจของคนพวกนี้จึงยิ่งอิจฉาริษยาจนแทบจะเป็นบ้า

อันหมิ่นก็ต้องการให้พวกหล่อนรู้สึกคันยิบๆ ในใจ อึดอัดจนแทบคลั่ง แต่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้นี่แหละ

เหลียงอี้เป็นคนรักษาคำพูด การที่มีเขาคอย 'ดูแล' คนพวกนั้นย่อมต้อง 'ดูแล' เจิ้งเทียนโย่วเป็นอย่างดีแน่ๆ

สถานที่ที่เจิ้งเทียนโย่วถูกนำตัวไปคือห้องขังเดี่ยวร้างๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปในค่ายทหาร ซึ่งมีเพียงหน้าต่างเหล็กบานเล็กๆ เพียงบานเดียว

ทหารยามได้รับคำสั่งเด็ดขาด นอกจากจะส่งอาหารและน้ำเพื่อประทังชีวิตตามเวลาที่กำหนดแล้ว ห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด แม้แต่นกบินผ่านก็ต้องถูกไล่ไป

เพราะเหลียงอี้เคยบอกไว้ว่า สิ่งที่เจิ้งเทียนโย่วทำลงไปนั้น จะต้องเข้าไปนอนในคุกแน่นอน

เมื่อเป็นเรื่องของหลักการ ทุกคนย่อมรู้ดีว่าอะไรสำคัญ อะไรเร่งด่วน

เจิ้งเทียนโย่วถูกขังอยู่ข้างใน ร้องเรียกฟ้าฟ้าก็ไม่ตอบ ร้องเรียกดินดินก็ไม่รับ ความเจ้าเล่ห์ที่เคยใช้หลอกลวงคนอื่น บัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวและความสิ้นหวังอันไร้ที่สิ้นสุด

ตอนที่หลี่เว่ยจงไปรายงานเหลียงอี้ในภายหลัง เขาก็เบ้ปาก "ผู้บังคับการครับ ไอ้หมอนั่นตอนนี้หงอยเป็นมะเขือเผาเลยครับ วันๆ เอาแต่เกาะหน้าต่างเหล็กมองออกมาข้างนอก ตาลอยเคว้ง พอเห็นคนส่งข้าวก็ตัวสั่นงันงก"

"จิ๊ รู้อย่างนี้แต่แรก คงไม่ทำแบบนี้หรอกใช่ไหมล่ะ หาเรื่องตายแท้ๆ"

พูดจบ หลี่เว่ยจงก็กอดอก คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "แล้วผู้บังคับการกะจะจัดการกับมันยังไงครับ ขังไว้ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร"

อย่างมากก็แค่ทำให้ทรมานจิตใจ สู้รีบส่งมันออกไปดีกว่า

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีวิธีจัดการกับเจิ้งเทียนโย่วแน่นอน

เหลียงอี้เพียงแค่ส่งเสียงรับในลำคอ แววตาไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ

จุดจบของเจิ้งเทียนโย่วถูกกำหนดไว้แล้ว

เหลียงอี้จงใจส่งคนไปรวบรวมหลักฐานบางอย่างที่เมืองไห่เฉิง พอส่งตัวเจิ้งเทียนโย่วไปที่เมืองเอกของมณฑลในภาคตะวันตกเฉียงเหนือปุ๊บ ก็สามารถตั้งข้อหาได้ทันที

เอกสารพวกนี้ เหลียงอี้ไม่ได้ใช้วิธีนอกกฎหมายใดๆ เลย แต่จัดการรวบรวมอย่างเป็นระบบระเบียบตามขั้นตอน แล้วส่งรายงานให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงโดยตรง

สิ่งที่รอเจิ้งเทียนโย่วอยู่ คือชีวิตในเรือนจำอันยาวนาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทวางแผนช่วงชิงมา จะมลายหายไปในพริบตา

ส่วนทางเมืองไห่เฉิง เหลียงอี้ก็ใช้เส้นสายที่ไว้ใจได้ส่งข่าวไปแล้ว

อันจื้อเจี๋ยกับพวกที่เคยรังแกอันหมิ่น อีกไม่นานก็จะได้รู้ซึ้งว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะมีแต่อุปสรรคขวากหนาม และคนในครอบครัวก็จะได้รับ "คำทักทาย" ที่แม้จะแฝงนัยยะแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขากลัวจนหัวหด

เขาจะทำให้อันจื้อเจี๋ย เฉียนเสวี่ย และอันลู่ ได้ลิ้มรสสิ่งเดียวกับที่อันหมิ่นเคยเผชิญมา

ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวไปตลอดกาล และจะไม่มีวันได้พบกับความสงบสุขอีกเลย

การแก้แค้นของเหลียงอี้ ไม่ใช่การชกต่อยข้างถนนเพื่อระบายอารมณ์ แต่เป็นการใช้วิธีที่เด็ดขาด แม่นยำ ถูกกฎหมาย และเพียงพอที่จะบดขยี้อีกฝ่ายให้ย่อยยับคามือ

ความจริงแล้วเรื่องพวกนี้ เหลียงอี้ไม่ได้ตั้งใจจะบอกอันหมิ่นหรอก

หลักๆ ก็คือกลัวว่าอันหมิ่นจะมองว่าเขาเป็นผู้ชายที่น่ากลัว

แต่ในฐานะพี่น้องและเพื่อนร่วมรบที่ดีของเหลียงอี้ หลี่เว่ยจงย่อมต้องช่วยเหลียงอี้อยู่แล้ว

อาศัยช่วงที่อันหมิ่นไปรับอาหารที่โรงอาหาร เขาก็แกล้งทำเป็นหลุดปากพูดเรื่องนี้ออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

"พี่สะใภ้ครับ ผู้บังคับการเหลียงไม่เคยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้มาก่อนเลยนะ เขาแคร์พี่มากๆ เลยล่ะครับ"

เมื่อได้ยินแบบนี้ ไม่รู้ทำไม อันหมิ่นถึงรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างฉับพลัน

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เส้นประสาทที่ตึงเครียดมานานของอันหมิ่นก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

อันหมิ่นคนที่คอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา และห่อหุ้มตัวเองไว้ด้วยเปลือกของความหยิ่งยโส ได้หายไปแล้ว

เธอเริ่มพยายามที่จะสัมผัสกับปัจจุบันอย่างแท้จริง สัมผัสกับความรู้สึกปลอดภัยที่เหลียงอี้มอบให้

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทีละน้อย ราวกับสายฝนในฤดูใบไม้ผลิที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งอย่างเงียบงัน

ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือท่าทีที่เธอมีต่อเหลียงอี้

ไม่ใช่ความห่างเหินแบบเกรงใจ และไม่ใช่การจงใจเอาอกเอาใจ แต่เป็นความผ่อนคลายและพึ่งพาอย่างเป็นธรรมชาติ

ถึงแม้เธอจะยังคงความหยิ่งยโส เนื้อแท้ยังคงเป็นคุณหนูนายทุนผู้เอาแต่ใจ

แต่ทว่าในความหยิ่งยโสนั้น ความแหลมคมของการป้องกันตัวได้ลดลงไปหลายส่วน กลับมีความอ่อนโยนอันเป็นที่พึ่งพิงเพิ่มขึ้นมา

วันนี้ เหลียงอี้กลับมาจากการฝึกซ้อม มีฝุ่นเปื้อนเสื้อคลุมตัวนอก

ถ้าเป็นเมื่อก่อน อันหมิ่นคงจะทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่ก็แค่เตือนแบบแกนๆ ว่า 'เสื้อเปื้อนแล้วนะคะ'

แต่ตอนนี้ เธอจะขมวดคิ้วเรียวสวย แล้วเดินเข้าไปหาโดยตรง

จากนั้นก็ยื่นมือออกไปปัดฝุ่นให้ ท่าทางเป็นธรรมชาติและสนิทสนม "ไปคลุกฝุ่นที่ไหนมาอีกเนี่ย โตป่านนี้แล้วนะ"

น้ำเสียงไม่มีความขุ่นเคือง กลับแฝงความห่วงใยและตำหนิเล็กๆ ที่ยากจะสังเกตเห็น

เหลียงอี้ถึงกับตัวแข็งทื่อไปในทันที ราวกับคนโง่เขลา

เขากำลังก้มหน้าปลดกระดุมคอเสื้อ จู่ๆ อันหมิ่นก็ขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แผ่ซ่านออกมา

กลิ่นหอมนั้นทำเอาคอของเขาแห้งผาก รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสลงบนหน้าอกของเขาผ่านเนื้อผ้า ความรู้สึกนั้นมันเหมือนมีขนนกมาปัดแกว่งอยู่ที่หัวใจเลย

ลูกกระเดือกของเหลียงอี้ขยับขึ้นลง เขาก้มลงมองใบหน้าด้านข้างที่กำลังตั้งอกตั้งใจของอันหมิ่น

แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่าง กระทบขนตาที่หนางอนของเธอ ทอดเป็นเงาเล็กๆ

ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทำให้เหลียงอี้รู้สึกว่าตัวเองแปลกไปมาก

การเข้าใกล้ของอันหมิ่น ทำให้เขาอยากจะใกล้ชิดเธอมากขึ้นไปอีกโดยสัญชาตญาณ

เขาแกล้งทำเป็นใจเย็นแล้วส่งเสียงอืมในลำคอ แต่มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างควบคุมไม่ได้

ความเย็นชาที่มักจะปรากฏอยู่บนหว่างคิ้วเป็นประจำ ก็ดูเหมือนจะละลายลงไปมากเช่นกัน

ตอนที่ทั้งสองคนกินข้าวเย็นด้วยกัน อันหมิ่นก็เอ่ยปากถามขึ้นมาว่า "พรุ่งนี้โรงอาหารทำอะไรกินคะ ถ้าไม่มีของชอบ เดี๋ยวฉันทำให้กินเอง"

ถึงฝีมือทำอาหารของเธอจะธรรมดา แต่การที่เธอเป็นฝ่ายถาม สำหรับเหลียงอี้แล้ว นี่มันคือความประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึงเลยล่ะ

เมื่อก่อนมีแต่เขาเป็นฝ่ายถาม เธอเป็นฝ่ายตอบ หรือไม่ก็เงียบไปเลย

เหลียงอี้พยักหน้าเบาๆ พยายามรักษาความสงบนิ่งของตัวเองเอาไว้ "อะไรก็ได้ ผมกินง่าย ไม่เลือกกินหรอก"

พูดจบก็รู้สึกว่าตัวเองพูดจาสบายๆ เกินไปหน่อย ใบหูร้อนผ่าวขึ้นมา รีบก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวคำโต เพื่อปิดบังเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมา

"เหลียงอี้ คุณจะเกร็งอะไรขนาดนั้นคะ หรือว่ากับข้าวที่ฉันทำ มันไม่อร่อยจนคุณพูดไม่ออกแล้ว"

เหลียงอี้ : ในที่สุดก็ถึงคราวที่ผมจะได้มีความสุขกับเขาบ้างแล้วใช่ไหมเนี่ย?