LNCrawler

ภรรยาออดอ้อนแล้ว

ยุค 70 สะบัดรักคนเลว ไปซบนายทหาร — novel.dek d.com · All chapters

ภรรยาออดอ้อนแล้ว

บุรุษไปรษณีย์คนนี้ ย่อมไม่ใช่คนที่ฉินซูหลานกับเว่ยเย่าจงหามาให้เว่ยหงแน่นอน

สองคนนั้นจะหาผู้ชายแบบนี้มาให้เว่ยหงได้ยังไง

ผู้ชายคนนั้นก็เป็นอย่างที่อันหมิ่นบอกนั่นแหละ อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบ สายตาก็หื่นกาม

"แก! อันหมิ่น ถ้าแกกล้าเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อกับแม่ฉันล่ะก็ ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่"

เว่ยหงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าอันหมิ่น ขู่ไม่ให้เธอพูดจาเหลวไหล

อันหมิ่นคร้านจะใส่ใจ พูดจบก็เตรียมจะเดินหนี

เว่ยหงยังอยากจะตามไปต่อว่าอีก

หล่อนกลัวว่าอันหมิ่นจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง

ถ้าไม่ใช่เพราะอันหมิ่นขู่ว่าถ้าตามมาอีก จะไปที่บ้านตระกูลเว่ยเดี๋ยวนี้เลย เว่ยหงก็คงพ่นคำพูดร้ายกาจออกมาอีกแน่

เว่ยหงมองแผ่นหลังของอันหมิ่น สองมือกำหมัดแน่น

อันหมิ่นกลับถึงบ้าน เพิ่งจะล้างมือเสร็จ ก็เห็นเหลียงอี้ผลักประตูเข้ามา

สองสามีภรรยากลับมาไล่เลี่ยกันแบบนี้ นานๆ จะมีสักทีนะเนี่ย

"ไปหมู่บ้านตงเซียงมาเหรอ"

เหลียงอี้เดินเข้ามา ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก มองดูคราบฝุ่นบนใบหน้าขาวใสของอันหมิ่น แล้วเอ่ยถาม

อันหมิ่นกำลังเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดหน้าอยู่

"ไปดูมาแล้วค่ะ ที่ดินตรงนั้นใช้คำว่ารกร้างได้เลยแหละ แต่ปัญหาไม่ใหญ่เท่าไหร่"

เมื่อได้ยินอันหมิ่นพูดแบบนั้น เหลียงอี้ก็เลิกคิ้วเล็กน้อย

วินาทีต่อมา ก็เห็นอันหมิ่นถือผ้าขนหนูเดินเข้ามา "เช็ดหน้าหน่อยไหมคะ"

ท่าทางแบบนี้...

จู่ๆ เหลียงอี้ก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ เขายังไม่ทันได้รับผ้าขนหนู อันหมิ่นก็บอกให้เขานั่งลง

ปรนนิบัติพัดวี รินน้ำชาให้ อย่างเอาอกเอาใจสุดๆ

เหลียงอี้รับมือกับท่าทางแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ ทำเอาเขาขนลุกเกรียวไปทั้งตัว

เขาคว้ามืออันหมิ่น ดึงให้เธอมานั่งลงข้างๆ

"มีอะไรก็พูดมาเถอะ"

เมื่อได้ยินประโยคนี้ อันหมิ่นก็กวาดสายตามองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบเสียงเบา "ฉันอยากรู้ว่า ที่ค่ายของคุณมีรถบรรทุกบ้างไหมคะ"

เหลียงอี้ถือแก้วน้ำเคลือบอินาเมล ดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบ

เมื่อเห็นเขาไม่พูด อันหมิ่นก็ลากเก้าอี้ขยับเข้าไปใกล้เขาอีก

"ฉันอยากขอยืมใช้สักครึ่งเดือน ฉันจ่ายค่าเช่าให้ก็ได้นะคะ!"

ผู้ชายก็ยังคงเงียบ อันหมิ่นจึงคว้ามืออีกข้างของเขามาแกว่งเบาๆ

น้ำเสียงแฝงความออดอ้อน "นะๆๆ นะคะ ฉันไม่ทำพังหรอก แค่อยากจะใช้ขนน้ำจากที่นี่ไปรดที่ดินตรงนั้น เพื่อปรับสภาพดินก่อนน่ะค่ะ"

ดวงตากลมโตแสนสวยของอันหมิ่นจ้องมองเหลียงอี้ตาแป๋ว

ดวงตาที่ดูน่าสงสารและว่าง่าย ราวกับดวงตาของลูกกวางตัวน้อย

ลูกกระเดือกของเหลียงอี้ขยับขึ้นลง เขาดื่มน้ำเข้าไปอีกอึก

"เหลียงอี้..."

"ค่าเช่าไม่ต้องจ่ายหรอก เดี๋ยวคุณไปบอกให้หัวหน้าหมู่บ้านตงเซียงมาทำเรื่องเบิกตามขั้นตอนก็แล้วกัน"

ขณะที่อันหมิ่นกำลังจะพูดอะไรต่อ เหลียงอี้ก็พลิกมือกลับมากุมมือเธอไว้แน่น

"อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้"

เขาเป็นผู้ชายนะ ไม่ใช่พระอิฐพระปูน

ในแววตาของเหลียงอี้ มีคำพูดที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยซ่อนอยู่ ราวกับเปลวไฟที่ร้อนระอุ

อันหมิ่นหน้าแดงซ่าน ร้อนผ่าวไปทั้งตัวราวกับกุ้งต้ม

"อ้อ... เข้าใจแล้วค่ะ"

ผู้ชายคนนี้ ทำไมถึงพูดจาไม่น่าฟังแบบนี้นะ

"จริงสิ เจิ้งเทียนโย่วหนีไปแล้ว ทางเมืองเอกมณฑลออกหมายจับแล้วด้วย ผมคิดว่า มันอาจจะกลับมาแก้แค้นก็ได้ ช่วงนี้คุณจะไปไหนมาไหน ต้องบอกผมทุกครั้งนะ"

เหลียงอี้วางแก้วน้ำเคลือบอินาเมลลง แล้วกำชับ

ตอนนี้เจิ้งเทียนโย่วหลังชนฝาแล้ว เหลียงอี้กลัวว่าเป้าหมายแรกที่มันจะกลับมาแก้แค้น ก็คืออันหมิ่น

อันหมิ่นรับคำ แล้วกล่าวขอบคุณเบาๆ

...

 

ถึงแม้อันหมิ่นจะขอให้เหลียงอี้ช่วยยืมรถบรรทุกของค่ายทหารที่จอดทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานมาขนน้ำ แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี

ทางหมู่บ้านตงเซียงก็กำลังกลุ้มใจเรื่องขาดแคลนทั้งคนและเงิน ส่วนที่ดินเองก็ไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย

อันหมิ่นแอบเอาน้ำในทะเลสาบจากมิติออกมา ค่อยๆ รดลงไปข้างๆ รอยแยกขนาดใหญ่บนดินอย่างระมัดระวัง

น้ำเพิ่งจะเทลงไป ก็ได้ยินเสียงฉ่า ราวกับราดน้ำลงบนกระทะเหล็กร้อนๆ

เพียงพริบตาเดียว ดินที่แห้งผากจนแทบจะเกิดควัน และรอยแยกขนาดใหญ่ก็ดูดน้ำเข้าไปจนหมดเกลี้ยง หลงเหลือเพียงรอยชื้นสีเข้มๆ เล็กน้อย พอโดนลมพัดก็หายวับไปกับตา

ถึงแม้น้ำในทะเลสาบที่เธอเอามาจะวิเศษแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่ทะเลนะ!

มองดูรอยน้ำที่น่าสงสารนั่น สลับกับมองผืนดินแข็งกระด้างที่แตกระแหงเป็นกระดองเต่าเป็นวงกว้างรอบๆ ตัว อันหมิ่นก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ

น้ำในทะเลสาบแค่นี้ เมื่อไหร่จะทำให้ดินชุ่มชื้นขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย

น้ำพวกนี้ต้องประหยัดไว้ใช้ แต่ที่ดินผืนนี้กลับเหมือนหลุมดำที่ถมไม่เต็ม

ดังนั้นอันหมิ่นจึงทำได้เพียงผสมน้ำในทะเลสาบกับน้ำบ่อ ซึ่งก็พอจะช่วยได้บ้าง

วันนี้ กว่าอันหมิ่นจะหว่านล้อมผู้เฒ่าสองคนที่ยังพอก้มๆ เงยๆ ไหว ให้มาช่วยถางที่ดินเล็กๆ ให้ราบเรียบขึ้นมาได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยแทบแย่

อันหมิ่นให้เจาตี้กับเด็กๆ อีกสองสามคนมาช่วยกันคัดแยกเมล็ดพันธุ์ที่หน้าตาไม่เหมือนกันออกมา

ผู้เฒ่าที่ยืนดูอยู่ข้างๆ หรี่ตามอง คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

"แม่หนู เมล็ดพันธุ์พวกนี้... มันคืออะไรน่ะ เม็ดเล็กจิ๋วเดียว ดูไม่เหมือนข้าวสาลี แล้วก็ไม่เหมือนข้าวโพดด้วย เมล็ดพันธุ์มีค่าแบบนี้ เอามาปลูกลงไป... มันจะรอดเหรอ ที่ดินแย่ๆ แบบนี้ ขนาดชาวนาเก่าแก่ยังปลูกอะไรดีๆ ไม่ขึ้นเลย..."

สายตานั้น บ่งบอกชัดเจนว่า 'พวกเด็กในเมืองนี่ช่างหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ'

อันหมิ่นถูกมองจนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว แต่ก็ไม่มีสถานการณ์ไหนจะแย่ไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ

ผู้เฒ่าหัวหน้าหมู่บ้านเห็นอันหมิ่นทุ่มเทขนาดนี้ ตอนนี้ก็เลยสนับสนุนเต็มที่

เขาเองก็อยากกินข้าวที่ปลูกเองเหมือนกัน ถ้าปลูกข้าวได้ ก็ไม่ต้องไปอ้อนวอนขอร้องใครอีก

วิธีการของอันหมิ่นเริ่มเห็นผลในอีกสิบวันต่อมา

ตลอดสิบวันนี้ เธอไปหมู่บ้านตงเซียงทุกวัน บางวันก็กลับดึกกว่าเหลียงอี้เสียอีก

ตอนแรกเธอนึกว่าเหลียงอี้จะไม่พอใจ แต่ใครจะไปคิดว่า พอเห็นเธอตกดึกยังไม่กลับบ้าน ช่วงหลังๆ เขาจะเป็นฝ่ายมารับเธอที่หมู่บ้านตงเซียงเองเลย

วันนี้เหลียงอี้มารับอันหมิ่นที่หมู่บ้านตงเซียง ก็ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า อันหมิ่นเหนื่อยจนเผลอหลับไปที่บ้านของเขา

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย หันหลังเดินตรงไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน

ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดสลัวๆ ในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน อันหมิ่นฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอย่างหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แก้มข้างหนึ่งถูกทับจนเป็นรอยแดงจางๆ

เหลียงอี้ยืนมองภาพนั้นอยู่หน้าประตู คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายลงเล็กน้อย แววตาแฝงความสงสารอย่างสุดซึ้ง

เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วกล่าวขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านเสียงเบา

หัวหน้าหมู่บ้านโบกมือปฏิเสธ พร้อมกับลดเสียงลง "ผู้บังคับการเหลียง ครูอันเหนื่อยมากจริงๆ ครับ หลายวันนี้ไม่เห็นเธอพักเลย ห้ามก็ไม่ฟัง"

"เธอหวังดีกับหมู่บ้านตงเซียงจริงๆ เป็นคนดีจริงๆ ครับ"

เหลียงอี้พยักหน้า สายตาจับจ้องไปที่อันหมิ่น

เธอตะแคงหน้า ปอยผมร่วงหล่นลงมาปรกหน้าผาก ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ

ความมีชีวิตชีวาที่มักจะแสดงออกมาเป็นประจำ ถูกความเหนื่อยล้ากลบจนหมดสิ้น ดูน่าสงสารมาก

เขายื่นมือออกไป ตั้งใจจะตบไหล่ปลุกเธอ แต่พอปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสโดน เขาก็ชะงักไป

พอเห็นเธอหลับสนิทขนาดนี้ ความคิดที่จะปลุกเธอก็มลายหายไปในพริบตา

เขาโน้มตัวลง สอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปใต้ข้อพับเข่าอย่างระมัดระวัง ส่วนอีกข้างโอบแผ่นหลังของเธอไว้ ออกแรงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถอุ้มเธอขึ้นมาได้อย่างมั่นคง

อันหมิ่นส่งเสียง "อืม" ออกมาอย่างงัวเงีย ซุกหน้าเข้าหาอ้อมอกของเขาตามสัญชาตญาณ เพื่อหาตำแหน่งที่สบายที่สุด โดยที่ตายังปิดสนิท แล้วก็หลับลึกไปอีกครั้ง

เธอเบาหวิวเหมือนขนนก เหลียงอี้ลองกะน้ำหนักดู ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดี

เหลียงอี้อุ้มอันหมิ่น หมุนตัวเดินออกจากห้อง

ลมกลางคืนพัดโชยมาเบาๆ คลายความร้อนอบอ้าวในตอนกลางวันลง

จากหมู่บ้านตงเซียงกลับไปยังที่พักของพวกเขา ต้องเดินเท้าไปตามถนนดินซึ่งระยะทางก็ไม่ใช่น้อยๆ

เหลียงอี้อุ้มอันหมิ่นเดินมาได้สักพัก ก็รู้สึกว่าเธอเอนซบลงบนอกเขาอย่างอ่อนปวกเปียก ลมหายใจที่รินรดตรงซอกคอ ทำให้เขารู้สึกจั๊กจี้

ถึงแม้อุ้มแบบนี้ แขนเขาจะไม่เมื่อย แต่พอนานๆ เข้า ท่าทางมันก็ดูทะแม่งๆ

เหลียงอี้ก้มลงมองผู้หญิงตัวเล็กในอ้อมแขนที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงัก

เขาค่อยๆ วางเธอลง ให้เท้าของเธอแตะพื้น แต่ร่างกายยังคงพิงเขาอยู่

การเคลื่อนไหวนี้ทำให้อันหมิ่นยิ่งงัวเงียหนักขึ้นไปอีก เธอปรือตาขึ้นครึ่งหนึ่ง น้ำเสียงงัวเงีย "อืม... ถึงบ้านแล้วเหรอคะ"