LNCrawler

บทที่ 11 ช่วยคน? เจ้าเด็กน้อยจะทำได้จริงหรือ?

ยอดหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นน้องสาวคนเล็กของเจ็ดพี่ชายตัวร้าย — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 11 ช่วยคน? เจ้าเด็กน้อยจะทำได้จริงหรือ?

        เวินจื่อเอ๋อร์ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนตัวอักษรจนเต็มให้กับเวินจื่อซ่าง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
​
​        “สองวันนี้ข้าอาการดีขึ้นมากแล้ว เจ้าเอากระดาษแผ่นนี้ไปที่หอไฉเวยในตัวอำเภอ ลองถามดูว่ามีงานคัดลอกตำราให้ข้ารับกลับมาทำที่บ้านบ้างหรือไม่”
​
​        เวินจื่อซ่างได้ยินดังนั้น ก็มองไปยังเวินจื่อเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
​
​        เวินจื่อเอ๋อร์เขียนตัวอักษรได้สวยงามมาก เมื่อครั้งที่บิดามารดาของพวกเขาเพิ่งสิ้นใจและฐานะทางบ้านลำบากยากจนแทบจะประคองไม่อยู่ ก็เคยมีคนเสนอให้เวินจื่อเอ๋อร์ไปรับงานคัดลอกตำราเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
​
​        ทว่าอย่างไรเสียเวินจื่อเอ๋อร์ก็เป็นผู้มีการศึกษา ในใจจึงมีความทระนงและดื้อรั้นอยู่บ้าง จึงไม่ยอมตกลง
​
​        ทุกคนไม่อาจบังคับเวินจื่อเอ๋อร์ได้ จึงไม่ได้พูดอะไรมาก และต่างคนต่างหาทางหาเงินด้วยวิธีของตนเอง
​
​        ส่วนเวินจื่อเอ๋อร์นั้น เนื่องจากไม่สามารถศึกษาในสำนักต่อได้ ช่วงก่อนหน้านี้จึงเก็บตัวหดหู่ใจอยู่ที่บ้านเป็นเวลานาน มีท่าทางเหมือนคนที่ผิดหวังในโชคชะตา
​
​        จนกระทั่งครั้งนี้ที่เจ้าของร่างเดิมล้มป่วย ดูเหมือนจะทำให้เวินจื่อเอ๋อร์ตื่นจากภวังค์และเปลี่ยนความคิดในที่สุด
​
​        เวินจื่อซ่างยิ้มแล้วเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ในอก พยักหน้าตอบว่า “ขอรับ ข้าจะระวังให้มาก ไม่ให้เพื่อนร่วมสำนักของท่านเห็น”
​
​        “ข้าไม่ได้ลักขโมย ไม่ได้ปล้นชิง หาเงินด้วยความสามารถของตนเอง จะต้องกลัวใครเห็นด้วยเล่า? เจ้าก็ไปอย่างสง่าผ่าเผยเถิด” เวินจื่อเอ๋อร์ยิ้มอย่างจนใจ
​
​        หลังจากผ่านความเป็นความตายมาแล้ว เวินจื่อเอ๋อร์ก็ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง
​
​        หน้าตาทางสังคมคืออะไรกัน?
​
​        หาเงินได้หรือไม่?
​
​        เลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวได้หรือไม่?
​
​        ทำให้ถงเป่าได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ได้หรือไม่?
​
​        เวินจื่อซ่างเห็นว่าเวินจื่อเอ๋อร์คิดได้ก็ดีใจจากใจจริง เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่นเพื่อรับคำ จากนั้นก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ รีบพาเวินจื่อชีจากไปทันที
​
​        พอเวินจื่อซ่างและน้องชายจากไป เวินจื่อถงก็สะพายตะกร้าสะพายหลังใบเล็กที่ตนเองสานขึ้นมา แล้วเอ่ยบอกเวินจื่อเอ๋อร์ว่า
​
​        “พี่รอง ถงเป่าจะไปขุดผักป่านะเจ้าคะ! วันก่อนตรงที่ถงเป่าไปขุดยังมีเหลืออยู่อีกตั้งเยอะ ถงเป่าจะขุดกลับมาให้หมดเลย!”
​
​        เวินจื่อเอ๋อร์กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่ต่อ เมื่อได้ยินคำพูดของเวินจื่อถงก็เพียงยิ้มบาง ๆ และพยักหน้าว่า
​
​        “ตกลง เช่นนั้นเจ้าก็ค่อย ๆ เดิน ระวังตัวด้วย และจำไว้ว่าต้องรีบกลับมากินข้าวนะ”
​
​        “เจ้าค่ะ!”
​
​        เวินจื่อถงขานรับอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงเดินออกจากบ้านไป
​
​        เวินจื่อถงอยากจะไปที่เขาฉีซานอีกครั้ง แม้ว่าของเล่นสานไม้ไผ่เหล่านั้นอาจจะทำเงินได้ แต่ก็กินแรงเกินไป
​
​        สองวันนี้ มือของพวกพี่ชายถูกไม้ไผ่บาดจนเป็นแผลหลายแห่ง นางเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ
​
​        ดังนั้น เวินจื่อถงจึงอยากขึ้นเขาไปดูว่าพอจะเก็บสมุนไพรไปขายได้บ้างหรือไม่ อีกอย่าง ยาที่พี่รองดื่มก็ใกล้จะหมดแล้ว ต้องหามาเพิ่มอีกสักหน่อย
​
​        เวินจื่อถงสะพายตะกร้าสะพายหลังใบเล็กเดินไปตามทางเดินเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เมื่อเจอผู้คนนางก็ทักทายด้วยรอยยิ้มหวาน
​
​        ชาวบ้านที่เห็นเวินจื่อถงซึ่งดูเหมือนก้อนแป้งสีชมพูตัวน้อย ๆ ต่างก็รู้สึกเอ็นดู ยิ่งได้ยินเสียงใส ๆ แบบเด็กเล็ก หัวใจของพวกเขาก็แทบจะละลาย
​
​        ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ที่ริมทางเดินในหมู่บ้านก็มีเสียงร้องไห้โหยหวนดังขึ้น
​
​        “ซานเป่า! ซานเป่า! เจ้าตื่นขึ้นมาสิ! อย่าทำให้แม่ตกใจแบบนี้สิ ฮือ ๆ ๆ !”
​
​        “เร็วเข้า! รีบไปตามหมอเร็ว!”
​
​        “เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหนูซานเป่า?”
​
​        เวินจื่อถงได้ยินเสียงความวุ่นวายจึงเดินเข้าไปดู เห็นหญิงคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กที่อายุไล่เลี่ยกับนาง ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ริมคันนา
​
​        ใบหน้าของเด็กคนนั้นกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ตาเหลือกขึ้นด้านบน ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่ลำคอ
​
​        “ท่านย่า ซานเป่าเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
​
​        เวินจื่อถงเห็นดังนั้นในใจก็พอจะคาดเดาได้ แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับการยืนยัน จึงเอ่ยถามหญิงชราที่อยู่ข้าง ๆ อย่างสุภาพ
​
​        “เฮ้อ ก็เพราะนางเฉินตามใจลูกชายคนเล็ก ให้กินทุกอย่างที่อยากกิน นี่ไงล่ะ กินพุทราฤดูหนาวเข้าไปลูกหนึ่ง แล้วก็ติดคอ!”
​
​        หญิงชราส่ายหน้าอย่างจนใจ ในดวงตามีความเวทนา เมื่อเห็นเด็กคนนั้นลมหายใจรวยริน เกรงว่าคงจะไม่รอดแล้ว
​
​        แม้ตอนนี้จะมีคนไปตามหมอ แต่เกรงว่าคงจะรอหมอมาไม่ทัน คนคงสิ้นใจเสียก่อน
​
​        “ฮือ ๆ ๆ ซานเป่าของแม่! ซานเป่าของแม่! เจ้าอย่าทำให้แม่ตกใจนะ!”
​
​        นางเฉินร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม นางต้องทนลำบากคลอดลูกสาวถึงเจ็ดคน กว่าจะได้ลูกชายคนนี้มาสักคน หากตอนนี้ลูกชายเป็นอะไรไป นางคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
​
​        เวินจื่อถงมองเด็กที่กำลังจะขาดใจตาย แล้วมองไปยังนางเฉินที่นอกจากร้องไห้แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเลย นางจึงถอนหายใจเบา ๆ
​
​        “ท่านอาเจ้าคะ ถงเป่าเคยเห็นวิธีช่วยคนเวลาสิ่งของติดคอในตำราของท่านพ่อเจ้าค่ะ”
​
​        เสียงใส ๆ ของเวินจื่อถงดังขึ้น แม้จะไม่ดังนัก แต่กลับทำให้สถานการณ์ที่วุ่นวายในขณะนั้นเงียบลงทันที
​
​        สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่ก้อนแป้งน้อย ๆ ที่เดินออกจากกลุ่มคน มายืนอยู่ตรงหน้านางเฉินและซานเป่า
​
​        เด็กน้อยตัวเล็กนิดเดียว ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ เต็มไปด้วยความจริงใจ
​
​        แม้แต่นางเฉินก็อดที่จะชะงักไม่ได้ นางมองเวินจื่อถงแล้วถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า
​
​        “ช่วยอย่างไร?”
​
​        ในเวลานี้หากมัวแต่อธิบายเกรงว่าจะไม่ทันการ เวินจื่อถงจึงก้าวเข้าไปดึงตัวซานเป่ามา แล้วโอบกอดเขาจากทางด้านหลัง
​
​        “เอ๊ะ? เจ้ากำลังทำอะไร? เจ้า...” นางเฉินเห็นดังนั้นจึงเพิ่งได้สติ รีบจะดึงตัวเวินจื่อถงออก
​
​        แต่เวินจื่อถงหันกลับมามองนางเฉิน ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยความสุขุมและความมั่นใจซึ่งไม่ควรมีในเด็กวัยนี้ นางเอ่ยกับนางเฉินด้วยน้ำเสียงใสว่า
​
​        “ท่านอาเจ้าคะ หากท่านยังดึงข้าอยู่ จะช่วยพี่ซานเป่าไม่ทันนะเจ้าคะ”
​
​        เวินจื่อถงพูดด้วยความจริงจัง ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเคร่งขรึม ร่างกายเล็กจ้อยกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่ดูศักดิ์สิทธิ์
​
​        ในชั่วขณะนั้น ทุกคนราวกับเห็นเทพเจ้าจุติลงมา ท่าทางเช่นนี้ทำให้นางเฉินถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
​
​        ส่วนคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกท่าทางจริงจังของเวินจื่อถงสะกดไว้หรือไม่ จึงก้าวเข้ามาช่วยดึงตัวนางเฉินไว้แล้วกล่าวว่า
​
​        “ให้ถงเป่าลองดูเถิด ข้าว่าเด็กคนนี้ไม่น่าจะพูดโกหก”
​
​        เมื่อเห็นนางเฉินถูกรั้งไว้ เวินจื่อถงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป นางใช้วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิชทันที *[1] โดยใช้มือเล็ก ๆ สองข้างโอบกอดซานเป่าไว้
​
​        นางแอบนึกดีใจที่ซานเป่าเป็นเด็กเช่นกัน มิฉะนั้นมือสั้น ๆ ของนางคงเอื้อมไม่ถึง
​
​        ทุกคนเห็นเพียงเวินจื่อถงกำหมัดข้างหนึ่งวางไว้ที่หน้าท้องของซานเป่า ส่วนอีกข้างแบเป็นฝ่ามือทับลงบนหลังหมัด จากนั้นจึงออกแรงกดลงบนหน้าท้องของซานเป่าอย่างมีจังหวะ
​
​        ทุกคนมองดูวิธีปฐมพยาบาลที่แปลกประหลาดของเวินจื่อถงด้วยความสงสัย แต่ส่วนใหญ่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
​
​        “สวรรค์ จะมีคนเชื่อจริง ๆ หรือว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่นี้จะช่วยคนได้?”
​
​        ในตอนนั้นเอง มีเสียงแหลมบาดหูระคนเย้ยหยันดังขึ้น เห็นหญิงคนหนึ่งกอดอกเดินแทรกฝูงชนออกมา มองภาพตรงหน้าแล้วพูดจาประชดประชันว่า
​
​        “หากเด็กที่ไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่เช่นนี้ช่วยคนได้ ข้าจะยอมหมอบลงกับพื้นแล้วร้องเหมือนหมูเลยทีเดียว”
​
​        เดิมทีชาวบ้านต่างลุ้นระทึกกับการช่วยคนของเวินจื่อถง แต่พอได้ยินเสียงประชดประชันนั้น ทุกคนจึงหันไปมองผู้มาใหม่
​
​        คนผู้นี้คือหญิงปากสว่างที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้าน ผู้คนเรียกนางว่าหลี่ซานเซ่า และนางสนิทสนมกับจางชุยหลานมาก
​
​        นางเฉินเดิมทีเฝ้ามองเวินจื่อถงช่วยลูกด้วยความหวัง แต่พอได้ยินคำพูดของหลี่ซานเซ่า ประกอบกับเห็นว่าเวินจื่อถงกดหน้าท้องซานเป่าอยู่นานแต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จึงเริ่มร้อนรนขึ้นมา
​
​        “เจ้า... เจ้าเด็กน้อย เจ้าทำได้จริงหรือเปล่าเนี่ย?”
​
​        [1] วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิช (Heimlich Maneuver) คือการช่วยเหลือผู้ที่กำลังสำลัก หรือมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน โดยใช้หลักการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เพื่อดันสิ่งแปลกปลอมให้ออกมา